สหรัฐฯ ดึงสิงคโปร์เป็นหัวหอก เจรจากรอบกลาโหมร่วมอาเซียนปีหน้า
วอชิงตันเลือกใช้สิงคโปร์เป็นสะพานเชื่อมสู่ภูมิภาค ท่ามกลางโจทย์หินในการผสานจุดยืนสมาชิกและคานอำนาจจีน

สิงคโปร์
สหรัฐฯ ทาบทามสิงคโปร์ให้ช่วยขับเคลื่อนการเจรจากรอบความร่วมมือด้านกลาโหมกับอาเซียนในปีหน้า ท่าทีนี้สะท้อนชัดว่าวอชิงตันกำลังปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหันมาพึ่งพาพันธมิตรที่มีความพร้อมและระบบกลาโหมสอดรับกันมากที่สุด เพื่อเป็นสะพานเชื่อมวาระความมั่นคงเข้าสู่เวทีภูมิภาค
รายงานจาก Nikkei Asia ระบุว่า สหรัฐฯ วางตัวให้สิงคโปร์เป็นแกนนำเปิดฉากเจรจากรอบข้อตกลงใหม่นี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดที่ฝ่ายยุทธศาสตร์สหรัฐฯ เผชิญมาตลอด นั่นคือการผลักดันข้อตกลงความมั่นคงแบบพหุภาคีร่วมกับสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศพร้อมกันทำได้ยากยิ่ง ที่ผ่านมาวอชิงตันจึงต้องพึ่งพากลไกทวิภาคีเป็นหลัก การเปิดทางผ่านสิงคโปร์ครั้งนี้จึงเป็นความพยายามต่อยอดความสัมพันธ์สองฝ่ายให้กลายเป็นรากฐานของข้อตกลงระดับภูมิภาค
โจทย์หินเชิงโครงสร้างของวอชิงตัน
การที่สหรัฐฯ เจาะจงเลือกสิงคโปร์มีเหตุผลรองรับชัดเจน เพราะในบรรดาสมาชิกอาเซียน สิงคโปร์มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางทหารสูงสุด และร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับชาติตะวันตกมาอย่างยาวนาน สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ The Diplomat ที่ชี้ว่าสิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการช่วยกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก การอาศัยบารมีทางการทูตของสิงคโปร์จึงเป็นทางเลือกเพื่อลดแรงต้าน เมื่อเทียบกับการที่สหรัฐฯ จะเดินหน้าเข้าหาอาเซียนโดยตรง
อย่างไรก็ดี วาระด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่อาจแยกขาดจากการขับเคี่ยวกับจีน สำนักข่าว AP News เคยรายงานท่าทีของผู้นำกลาโหมสหรัฐฯ ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ในอินโดแปซิฟิกอย่างเต็มที่ แต่ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ มักสวนทางกับแนวทางของอาเซียน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่พึ่งพาการค้าและการลงทุนจากปักกิ่งมหาศาล ความพยายามดึงอาเซียนเข้าสู่กรอบความมั่นคงที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ จึงเสี่ยงถูกมองว่าเป็นการบีบให้เลือกข้าง
กำแพงฉันทามติและสมดุลอำนาจ
รายงานจาก South China Morning Post ระบุว่า ข้อเสนอกรอบความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียนมีแนวโน้มเผชิญแรงต้านและผลักดันได้ยากในทางปฏิบัติ อุปสรรคสำคัญอยู่ที่วิถีการตัดสินใจของอาเซียนที่ยึดหลักฉันทามติและความเป็นกลาง การสร้างกรอบความมั่นคงร่วมจึงต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกที่มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นนี้สอดคล้องกับการประเมินของ Lowy Institute ที่ระบุว่า ความร่วมมือด้านกลาโหมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความซับซ้อนสูง แต่ละประเทศผูกสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่เท่ากัน ชาติที่มีข้อพิพาททางทะเลอาจพร้อมเปิดรับสหรัฐฯ มากกว่า ขณะที่ประเทศบนแผ่นดินใหญ่และลุ่มน้ำโขงกลับให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์อันราบรื่นกับจีน รอยแยกนี้ทำให้อาเซียนแทบไม่เคยมีจุดยืนร่วมในมิติความมั่นคงขั้นสูง
ภาระหนักจึงตกอยู่กับสิงคโปร์ในฐานะคนกลางทางการทูต ที่ต้องรักษาน้ำหนักระหว่างการตอบรับความคาดหวังของสหรัฐฯ ปกป้องเอกภาพของอาเซียน และไม่สร้างความหวาดระแวงให้จีน ความคืบหน้าของการเจรจาในปีหน้าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับวอชิงตันฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ว่าสหรัฐฯ จะยอมผ่อนเนื้อหาให้ยืดหยุ่นเพียงใด เพื่อให้อาเซียนส่วนใหญ่เปิดรับได้โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงเกินไป
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก