สะพานคนเดินแม่น้ำไซง่อน: แลนด์มาร์กใหม่นครโฮจิมินห์ ท้าชนสิงคโปร์-กรุงเทพฯ
สถาปัตยกรรมรูปทรงใบจากสะท้อนความทะเยอทะยานด้านผังเมืองของเวียดนาม ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ในการยกเครื่องระบบคมนาคม

สิงคโปร์
การแข่งขันด้านการออกแบบเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างตึกระฟ้าหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกต่อไป ล่าสุดนครโฮจิมินห์เดินหน้าเชื่อมสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำไซง่อน โดยนำแรงบันดาลใจมาจากสายน้ำคดเคี้ยวและทิวป่าจาก เอกลักษณ์ของเวียดนามตอนใต้ โครงการนี้ถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์กสร้างความต่างจากศูนย์กลางเดิมอย่างสิงคโปร์และกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน ตามรายงานของ VnExpress International
ในแง่ประวัติศาสตร์การพัฒนาเมือง พื้นที่ริมน้ำของมหานครในเอเชียแปซิฟิกมักเป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์การเติบโต สิงคโปร์ใช้เวลานานหลายทศวรรษปรับเปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำจนกลายเป็นต้นแบบการจัดการพื้นที่สาธารณะและการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ ขณะที่กรุงเทพฯ อาศัยการเติบโตของภาคการค้าและการท่องเที่ยวริมน้ำ แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้คนเดินเท้าข้ามฟากได้อย่างเป็นระบบ การที่นครโฮจิมินห์เลือกดึงอัตลักษณ์ทางธรรมชาติมาใส่ไว้ในสะพานคนเดิน จึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความโดดเด่นในระดับภูมิภาค
สัญญาณเปลี่ยนผ่านในสามตลาด
เมื่อมองในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการนี้สะท้อนทิศทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละพื้นที่
สำหรับเวียดนามและนครโฮจิมินห์ สะพานข้ามแม่น้ำไซง่อนไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้างเดี่ยวๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของผังเมืองระยะยาว โดยหนังสือพิมพ์ The Star ระบุว่า นครโฮจิมินห์กำลังวางวิสัยทัศน์ 100 ปีเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางชั้นนำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะเดียวกัน การยกระดับเมืองยังเดินหน้าควบคู่ไปกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการนครโฮจิมินห์เสนอแนวทางจำกัดการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลตั้งแต่ช่วงกลางปี 2027 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ในแง่โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ เวียดนามยังได้รับงบสนับสนุน 11,200,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาเส้นทางระบบราง ตามรายงานของ VnExpress International เม็ดเงินและการขยับตัวเหล่านี้ชี้ชัดว่า เวียดนามกำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเมืองสมัยใหม่อย่างเต็มตัว
ในทางกลับกัน สิงคโปร์ก้าวข้ามขั้นตอนการสร้างสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมขั้นพื้นฐานไปนานแล้ว เมืองเกาะแห่งนี้ผสานระบบทางเดินเท้าเข้ากับโครงข่ายขนส่งสาธารณะจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ความท้าทายของสิงคโปร์จึงไม่ใช่การสร้างแลนด์มาร์กดึงดูดสายตา แต่อยู่ที่การรักษามาตรฐานและคุมต้นทุนในระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาจนอิ่มตัว
ส่วนกรุงเทพฯ สะพานคนเดินของนครโฮจิมินห์กำลังฉายภาพข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเมืองหลวงไทย แม้กรุงเทพฯ มีการลงทุนริมน้ำอย่างหนาแน่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ตกเป็นของภาคเอกชน และแทบไม่มีสะพานสำหรับคนเดินเท้าข้ามแม่น้ำโดยเฉพาะ การขยับตัวของนครโฮจิมินห์จึงสร้างแรงกดดันเชิงเปรียบเทียบต่อการเปิดพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ โดยตรง
ข้อจำกัดที่ยังรอการพิสูจน์
แม้สะพานแห่งใหม่จะช่วยสร้างภาพจำที่แปลกใหม่ แต่โจทย์สำคัญคือ สัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมจะตอบสนองการใช้ชีวิตจริงของคนเมืองได้มากน้อยเพียงใด การเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำไซง่อนเป็นเพียงก้าวแรกของภารกิจที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
ความท้าทายแท้จริงของนครโฮจิมินห์อยู่ที่ช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์กับขีดความสามารถในการบริหารจัดการระบบคมนาคม แผนจำกัดยานพาหนะใช้น้ำมันภายในกลางปี 2027 ถือเป็นกรอบเวลาที่บีบคั้นอย่างยิ่ง หากระบบขนส่งมวลชนและทางเท้าขยายตัวไม่ทัน แรงกดดันย่อมตกอยู่กับประชาชน สะพานรูปทรงป่าจากอาจช่วยให้นครโฮจิมินห์โดดเด่นกว่าสิงคโปร์และกรุงเทพฯ ในสายตาชาวโลกวันนี้ แต่ความสำเร็จระยะยาวจะวัดกันที่ว่า เมืองแห่งนี้สามารถเปลี่ยนสัญลักษณ์ทางกายภาพให้กลายเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรได้จริงหรือไม่
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก