เวียนนาเปิดฉากดันสนธิสัญญาอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ชัยชนะที่หาได้ยากของระบบพหุภาคี
เวที UNTOC เคาะเริ่มเจรจากติกาสากลฉบับใหม่ จุดประกายความหวังหลังความร่วมมือระหว่างประเทศซบเซาหลายปี แต่ด่านหินคือการบังคับใช้จริงเหนือน่านน้ำ

ระบบพหุภาคีเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากและซบเซาติดต่อกันหลายปี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ความร่วมมือระหว่างประเทศหยุดชะงัก จนแทบไม่มีพื้นที่ให้รัฐบาลทั่วโลกหาจุดยืนร่วมกัน แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุด ณ กรุงเวียนนา กลับสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อประเทศต่างๆ เห็นพ้องให้เริ่มเจรจาร่างสนธิสัญญาระดับโลกว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม
หมุดหมายนี้เกิดขึ้นในการประชุมสมัชชาภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร หรือ UNTOC ภายใต้กรอบของสหประชาชาติ มติดังกล่าวนับเป็นชัยชนะที่หาได้ยากยิ่งสำหรับระบบพหุภาคีในการรับมือกับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเปิดทางให้ประชาคมโลกสร้างกลไกจัดการเครือข่ายนอกกฎหมายที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ
จากโต๊ะเจรจาสู่โจทย์เทคนิคทางทะเล
เครือข่ายอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตัดไม้หรือล่าสัตว์ป่าบนแผ่นดิน แต่โยงใยลึกถึงระบบโลจิสติกส์ทางทะเล เส้นทางเรือพาณิชย์ และการทำประมงผิดกฎหมายข้ามพรมแดน ขบวนการเหล่านี้อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายพาณิชยนาวี ระบบจดทะเบียนเรือแบบเปิด และการขาดการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างท่าเรือ ลักลอบฟอกสินค้าและส่งทรัพยากรธรรมชาติสู่ตลาดโลก
การผลักดันสนธิสัญญาฉบับใหม่ภายใต้ UNTOC ให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย จะยกระดับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมให้เทียบเท่าอาชญากรรมร้ายแรงข้ามชาติประเภทอื่น เจ้าหน้าที่ตรวจการชายฝั่ง กรมเจ้าท่า และศุลกากรจึงสามารถใช้อำนาจตามสนธิสัญญาประสานงาน ส่งผู้ร้ายข้ามแดน และอายัดทรัพย์สินข้ามพรมแดนได้อย่างแม่นยำ อุดช่องว่างที่กฎหมายภายในของแต่ละประเทศไม่สามารถรับมือได้ตามลำพัง
แรงเสียดทานภูมิรัฐศาสตร์กับการบังคับใช้จริง
โจทย์ท้าทายสำคัญคือ ข้อตกลงบนโต๊ะเจรจาจะนำไปปฏิบัติได้จริงในน่านน้ำสากลมากน้อยเพียงใด แม้เวทีในกรุงเวียนนาจะผ่านฉันทามติเบื้องต้นมาได้ แต่การแปลงกรอบแนวทางให้กลายเป็นพันธกรณีที่บังคับใช้ได้จริงยังต้องผ่านการต่อรองเข้มข้น รัฐบาลสมาชิกตั้งแต่ภูมิภาคละตินอเมริกาอย่างบราซิลและอาร์เจนตินา กลุ่มประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ไปจนถึงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ต่างมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มาตรฐานกองเรือ และศักยภาพควบคุมท่าเรือต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝ่ายที่ยังคลางแคลงใจมองว่า หากรัฐภาคีไม่ทุ่มงบประมาณและทรัพยากรตรวจตราเส้นทางทางทะเลอย่างจริงจัง สนธิสัญญานี้อาจเป็นได้เพียงเสือกระดาษ เรือบรรทุกสินค้าและกองเรือประมงพาณิชย์ยังคงหลบเลี่ยงการตรวจสอบด้วยการปิดระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติหรือสลับสัญชาติเรือกลางทะเลหลวงได้ต่อไป
ปลายทางของกติกาสากลฉบับนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการร่างถ้อยแถลง แต่ขึ้นอยู่กับระเบียบปฏิบัติทางเทคนิคว่าจะรัดกุมพอปิดช่องโหว่กลางทะเลได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมทำให้การบังคับใช้กฎหมายสะดุดลงได้ทุกเมื่อ
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก