Skip to content
ความยั่งยืนข่าว

จากเงามืดสู่เวทีโลก: ยุทธศาสตร์คุ้มครอง ‘เห็ดรา’ กับคำถามเรื่องต้นทุน

เมื่อเวทีสหประชาชาติขยับสถานะสิ่งมีชีวิตใต้ดินให้ทัดเทียมพืชและสัตว์ ภาระปฏิบัติการอนุรักษ์จึงตกสู่คนหน้างาน

โดย Arisa Chindavanichผู้สื่อข่าวสายสังคมไทยอ่าน 3 นาที0
แชร์
Diplomatic Status for Fungi Confronts the Reality of Forest Management
Photo: Mongabay Asia

มนุษย์มักให้คุณค่ากับสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นโยบายอนุรักษ์ธรรมชาติในอดีตจึงเทงบประมาณและความสนใจเกือบทั้งหมดไปให้สัตว์ป่าหายากและผืนป่าขนาดใหญ่ ทว่ากลไกที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศอย่างแท้จริงกลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นเห็ด ยีสต์ หรือราสายพันธุ์ต่างๆ ที่เรารู้จักแล้วราว 160,000 ชนิด กลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มักถูกมองข้ามและปล่อยให้อยู่เบื้องหลังงานอนุรักษ์มาโดยตลอด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย บนเวทีของสหประชาชาติ มีการเปิดตัวยุทธศาสตร์ระดับโลกเพื่อการอนุรักษ์เห็ดราเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญที่ดึงกลุ่มผู้ย่อยสลายอินทรียสารออกจากมุมมืด เพื่อยกระดับสถานะให้ทัดเทียมกับพืชและสัตว์ในระบบนิเวศโลก

หลุดจากเงามืดสู่เวทีสากล

ในแวดวงชีววิทยา เห็ดราทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้หมุนเวียนสารอาหาร ช่วยให้พืชเติบโตและสัตว์ดำรงชีวิตอยู่ได้ รายงานของ Mongabay Asia อ้างความเห็นของ Greg Mueller อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์กิตติคุณแห่ง Chicago Botanic Garden ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของเห็ดราในการค้ำจุนสิ่งมีชีวิตบนโลก และย้ำว่าหากขาดสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ โลกธรรมชาติอย่างที่เรารู้จักก็ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้

ในอดีต ข้อตกลงระหว่างประเทศมักให้ความสำคัญเฉพาะความหลากหลายของพืชและสัตว์ ทว่าข้อริเริ่มใหม่นี้พยายามผลักดันเห็ดราเข้าไปอยู่ในกรอบความร่วมมือสากล เช่น Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ทางด้านองค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง Plantlife International รวมถึงผู้เชี่ยวชาญอย่าง Canteiro ต่างร่วมยืนยันว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติที่ละเลยราและเห็ดคือการมองระบบนิเวศอย่างไม่ครบถ้วน ขณะที่นักวิจัยในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาต่างเริ่มส่งเสียงสนับสนุนว่า ถึงเวลาแล้วที่นโยบายสิ่งแวดล้อมต้องนับรวมเห็ดราเป็นทรัพยากรหลักที่ต้องคุ้มครอง

ภาระดูแลที่ยังไร้ผู้รับผิดชอบ

ทว่าเมื่อนโยบายถูกผลักดันสู่เวทีระหว่างประเทศ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนในการปฏิบัติจริง

การยกระดับสถานะเห็ดราให้เทียบเท่าพืชและสัตว์ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการใช้ที่ดิน ภาคเกษตรกรรม และการจัดการป่าไม้ เพราะการรักษาเชื้อราและจุลินทรีย์ใต้ดินหมายความว่า กิจกรรมทางการเกษตรอาจต้องปรับเปลี่ยน ทั้งการลดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การควบคุมการไถพรวน หรือการกันพื้นที่ป่าเปราะบางไม่ให้ถูกรบกวนหน้าดิน เกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นมักกลายเป็นด่านหน้าที่จะต้องแบกรับภาระเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับตัวหรือผลผลิตที่อาจลดลงชั่วคราว

แม้ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ เห็ดราจะมีความสำคัญยิ่งยวดต่อระบบนิเวศ แต่ในทางปฏิบัติ การสำรวจและคุ้มครองราที่กระจายตัวอยู่ในดินเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างยิ่ง กลุ่มที่กังวลเรื่องภาระเศรษฐกิจจึงอาจมองว่า การเพิ่มกฎเกณฑ์เพื่อดูแลสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ดินโดยไม่จำเป็น

ถึงกระนั้น ความเสื่อมโทรมของผืนดินทั่วโลกกำลังตอกย้ำว่า การละเลยสิ่งมีชีวิตใต้ดินมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่าจะมองข้ามได้อีกต่อไป ยุทธศาสตร์ที่เปิดตัวในเยเรวานสะท้อนว่า ประชาคมโลกเริ่มตระหนักถึงรากฐานความอยู่รอดของธรรมชาติ แต่บททดสอบที่แท้จริงไม่ได้จบลงที่การลงนามในเอกสาร หากอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจจะร่วมเฉลี่ยต้นทุนในการฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับผู้ผลิตต้นทางเพียงฝ่ายเดียว

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก