พื้นที่อนุรักษ์ทับซ้อนสัมปทานพลังงาน ส่อกระทบเป้าหมายคุ้มครองธรรมชาติปี 2030
รายงาน Earth Insight ชี้แปลงน้ำมัน-ก๊าซรุกเขตคุ้มครองกว่า 61.5 ล้านเฮกตาร์ สะท้อนปัญหาการจัดสรรทรัพยากร

สิงคโปร์
พื้นที่คุ้มครองธรรมชาติมากกว่า 61.5 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 151.9 ล้านเอเคอร์ (151,900,000 เอเคอร์) ในกลุ่มประเทศเขตร้อน กำลังซ้อนทับกับแปลงสัมปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทั้งโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่และพื้นที่ที่มีแผนสำรวจในอนาคต คิดเป็นอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ถึงราว 2.5 เท่า ข้อมูลดังกล่าวชี้ชัดว่าการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมยังสวนทางกับการจัดสรรทรัพยากรจริงในระดับนโยบาย
รายงานขององค์กร Earth Insight ซึ่งเผยแพร่ในเดือนตุลาคม (Oct) ระบุด้วยว่า ยังมีพื้นที่อนุรักษ์อีกราว 105.5 ล้านเอเคอร์ (105,500,000 เอเคอร์) ที่ทับซ้อนกับแปลงสัมปทานเหมืองแร่ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากร (Extractive industries) รุกคืบเข้าสู่เขตคุ้มครองอย่างเป็นทางการไปแล้วเป็นวงกว้าง
รอยแยกบนแผนที่กับพื้นที่สัมปทานจริง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย Target ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกโดยตรง โดยเฉพาะกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) ซึ่ง 196 ภาคีร่วมรับรองในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งสหประชาชาติ (United Nations Biodiversity Conference) เมื่อปี 2022 เพื่อปกป้องผืนดินและผืนน้ำของโลกให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2030
ทว่าการประกาศเขตคุ้มครองบนกระดาษกับการควบคุมหน้างานกลับเป็นคนละเรื่อง ภาครัฐมักตีเส้นพื้นที่อนุรักษ์บนแผนที่ แต่ในสารบบสัมปทานกลับยังมีแปลงขุดเจาะน้ำมัน แปลงสำรวจก๊าซธรรมชาติ และประทานบัตรเหมืองแร่ผูกขาดอยู่เดิม กฎระเบียบไม่ได้เพิกถอนสิทธิผู้ถือสัมปทานอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้เรือสำรวจ แท่นขุดเจาะ และเครื่องจักรหนักยังเข้าออกพื้นที่คุ้มครองได้ตามใบอนุญาต
Florencia Librizzi จาก Earth Insight ชี้ว่า ตัวเลขเหล่านี้เผยให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคำมั่นสัญญาด้านการอนุรักษ์ของรัฐบาลแต่ละประเทศ กับแรงกดดันจากอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่จริง การรายงานว่าพื้นที่เหล่านี้ได้รับการคุ้มครองแล้วจึงไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทางระบบนิเวศ
ทางแพร่งของอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากร
ในมุมมองของหน่วยงานรัฐและภาคอุตสาหกรรม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจยังคงเป็นข้ออ้างหลัก การสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลและแร่ธาตุสร้างรายได้มหาศาลและค้ำจุนความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยิ่งไปกว่านั้น การยกเลิกสัมปทานเดิมยังติดหล่มทางกฎหมาย เสี่ยงถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก ภาครัฐจึงมักประนีประนอมด้วยการกำหนดมาตรการสิ่งแวดล้อมเฉพาะจุดหรือกันพื้นที่แนวกันชน แทนที่จะสั่งยุติโครงการ
ทว่ากิจกรรมของอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนในทะเล การตั้งแท่นขุดเจาะ การตัดถนนลำเลียง และการปล่อยน้ำทิ้ง ล้วนทำลายถิ่นอาศัยของพืชและสัตว์ป่า หากผืนป่าและท้องทะเลที่รายงานต่อสหประชาชาติ (United Nations) ว่าได้รับการคุ้มครอง ยังคงมีแท่นขุดเจาะตั้งตระหง่าน เป้าหมายความสำเร็จร้อยละ 30 ย่อมเป็นเพียงภาพลวงตาทางบัญชี
โจทย์สำคัญในเวลานี้คือ องค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) และกลไกระหว่างประเทศจะผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎระเบียบได้จริงเพียงใด สัญญาสัมปทานระยะยาวที่ทำไว้ล่วงหน้ายังเป็นโจทย์หิน และเป้าหมายอนุรักษ์ปี 2030 จะสำเร็จได้หรือไม่ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลากเส้นเขตแดนบนแผนที่ให้ครบตัวเลข แต่ขึ้นอยู่กับการกล้าปฏิรูปสิทธิสัมปทานเพื่อให้สอดรับกับสภาพพื้นที่จริง
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก