19 นาทีฝ่าสายฝน: ตำรวจเปิดทางนำส่งหัวใจดวงที่ 197 สู่ รพ.จุฬาฯ
ภารกิจด่วนจากดอนเมืองสะท้อนกลไกฝ่าวิกฤตรถติดเมืองหลวงเพื่อต่อลมหายใจผู้ป่วย

สิงคโปร์
เย็นวันพฤหัสบดีในเดือนตุลาคม ท่ามกลางฝนตกหนักและการจราจรติดขัดหนาแน่น ตำรวจจราจรกรุงเทพฯ ใช้เวลาเพียง 19 นาทีเปิดทางนำส่งหัวใจที่ได้รับบริจาคจากสนามบินดอนเมืองข้ามเมืองไปถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้สำเร็จ ปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นหัวใจดวงที่ 197 ที่หน่วยงานช่วยนำทางส่งต่อชีวิตข้ามเมืองหลวง
เมื่อได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้ประสานงานร่วมกับตำรวจจราจรท้องที่และเจ้าหน้าที่จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทันที เพื่อเร่งระบายรถและตรึงเส้นทางตลอดแนวทางด่วนจนถึงถนนพื้นราบ เปิดช่องทางวิ่งต่อเนื่องให้ขบวนรถพยาบาลเคลื่อนตัวได้โดยไม่สะดุด
แข่งกับเวลาบนถนนเมืองหลวง
การเดินทางจากดอนเมืองสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีแทบเป็นไปไม่ได้ในสภาวะปกติ โดยเฉพาะช่วงที่ฝนกระหน่ำซ้ำเติมสภาพถนน ความเร็วระดับนี้จึงสะท้อนความพร้อมและการประสานงานที่ต้องแม่นยำทุกขั้นตอน ภารกิจส่งต่ออวัยวะที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า แต่มีแนวทางปฏิบัติรองรับชัดเจน
ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ หน่วยงานนี้เพิ่งนำส่งหัวใจดวงที่ 156 จากดอนเมืองไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทั้งยังเคยปฏิบัติการนำส่งเคสสำคัญอย่างดวงที่ 109 และ 157 รวมถึงการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหลักอย่างรามาธิบดี และการรับส่งต่อผู้ป่วยจากพื้นที่ข้างเคียงอย่างสระบุรี ซึ่งดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ และ พล.ต.ท. นิธิธร จินตกานนท์ เพื่อให้ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริเข้าถึงนาทีวิกฤตได้ทันท่วงที
สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน ขบวนไซเรนที่แล่นผ่านอาจทำให้ต้องรอสัญญาณไฟนานขึ้นชั่วขณะ ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่นอนรอการผ่าตัด ทุกนาทีที่ร่นเวลาลงได้หมายถึงความอยู่รอดของเนื้อเยื่อหัวใจที่มีเวลาจำกัดนับตั้งแต่ผ่าตัดออกจากร่างผู้บริจาค
กลไกเฉพาะหน้ากับโจทย์โครงสร้างเมือง
หากมองโครงสร้างการคมนาคม ปฏิบัติการเปิดทางเช่นนี้สะท้อนภาพที่น่าคิดไม่น้อย กรุงเทพฯ มีศักยภาพทางการแพทย์ชั้นนำที่พร้อมผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะซับซ้อน แต่โครงข่ายถนนกลับไม่สามารถรับประกันเวลาเดินทางพื้นฐานได้หากไม่มีการเปิดทางฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษ
คำถามเชิงระบบจึงอยู่ที่ว่า เมืองหลวงควรพึ่งพากลไกแหวกทางเฉพาะหน้าเช่นนี้ไปตลอดหรือไม่ แม้การประสานงานร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะช่วยลดคอขวดบนทางด่วนได้รวดเร็ว แต่เส้นทางภาคพื้นดินยังต้องอาศัยน้ำใจของผู้ขับขี่ที่ยอมเบี่ยงหลบทางให้
ตราบใดที่โครงข่ายคมนาคมและระบบเชื่อมต่อฉุกเฉินทางการแพทย์ยังไม่ได้ถูกวางระบบให้เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ความหวังของผู้ป่วยวิกฤตจึงยังต้องพึ่งพาฝีมือและความเด็ดขาดของทีมตำรวจนำทางในการฝ่าวิกฤตรถติดเพื่อรักษาชีวิตคน
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก