Skip to content
ไทยข่าว

น้ำท่วมลดเหลือ 16 จังหวัด ยอดเสียชีวิต 64 รายกับคำถามเรื่องเกณฑ์นับความสูญเสีย

ปภ. รายงานน้ำเริ่มลดระดับ แต่ยอดผู้เสียชีวิตที่ผูกติดเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมขังยังสะท้อนช่องว่างการประเมินผลกระทบจริง

โดย Malee Kanjanapasนักเขียนสายวัฒนธรรมและงานฝีมืออ่าน 3 นาที0
แชร์
The Drained Ledger of Thailand's Seasonal Inundation

สิงคโปร์

จังหวะขึ้นลงของกระแสน้ำในที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทยเคยเป็นเรื่องของฤดูกาลที่ผู้คนปรับตัวตามได้ การสังเกตรอยคราบโคลนบนเสาเรือนไม้หรือการรอให้น้ำในทุ่งแห้งเพื่อเตรียมดินทำนา เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ดำเนินมาเนิ่นนาน ทว่าในปัจจุบัน ร่องรอยของมวลน้ำกลับถูกแทนที่ด้วยระบบรายงานภัยพิบัติดิจิทัลและเส้นแบ่งเขตปกครอง ซึ่งเป็นตัวกำหนดสถานะความเดือดร้อนในแต่ละวัน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานสถานการณ์ในวันศุกร์ช่วงเดือนตุลาคม ระบุว่าระดับน้ำเริ่มลดลง แต่ยังคงมีพื้นที่น้ำท่วมขังอยู่ใน 16 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 432 ตำบล และ 2,988 หมู่บ้าน มีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 375,726 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชน 1,131,401 คน

กลไกนับยอดความสูญเสียที่ผูกกับพื้นที่

ประเด็นเชิงโครงสร้างที่น่าพิจารณาคือวิธีบันทึกความเสียหายของระบบราชการ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุยอดผู้เสียชีวิตในพื้นที่ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังไว้ที่ 64 ราย ทว่าตัวเลขนี้คำนวณเฉพาะจากจังหวัดที่ยังคงมีสถานะน้ำท่วมอยู่ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามเกณฑ์พื้นที่ประสบภัยในแต่ละช่วงเวลา

กลไกราชการภายใต้การบริหารของอธิบดีนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร สะท้อนวิธีคิดที่ยึดกรอบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เป็นหลัก แต่วิธีการเช่นนี้อาจบดบังผลกระทบสะสมที่แท้จริงซึ่งประชาชนต้องเผชิญ แม้ในวันที่น้ำลดระดับจนแห้งไปจากแปลงเกษตรและใต้ถุนบ้านแล้วก็ตาม

พื้นที่ที่ยังเผชิญน้ำท่วมทอดยาวตั้งแต่ลุ่มน้ำภาคกลาง ภาคตะวันตก ไปจนถึงภาคตะวันออก ไล่เรียงตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และสมุทรสงคราม รวมถึงพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพมหานครอย่างหนองจอกและลาดกระบัง ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบริบทการระบายน้ำแตกต่างกันออกไป

ชุมชนดั้งเดิมกับผังเมืองที่เปลี่ยนไป

ในอดีต ชุมชนริมน้ำอย่างพระนครศรีอยุธยาหรือสุพรรณบุรีรับมือน้ำหลากด้วยวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น แต่เมื่อเมืองขยายตัว ทางน้ำถูกตัดขาดด้วยถนนและโรงงานอุตสาหกรรมในแถบฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ มวลน้ำจึงไม่สามารถไหลออกสู่ทะเลตามธรรมชาติได้เหมือนเดิม ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวงอย่างหนองจอกและลาดกระบัง ซึ่งเคยเป็นทุ่งรับน้ำ ก็ต้องรับแรงกดดันจากการทำหน้าที่เป็นแนวกันชนเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

ความสามารถในการอยู่ร่วมกับน้ำที่เคยหยั่งรากลึกในวิถีชุมชนกำลังถูกแทนที่ด้วยการรอความช่วยเหลือและเงินชดเชยตามระเบียบ เมื่อน้ำลดระดับลง คราบโคลน ทรัพย์สินที่เสียหาย และต้นทุนการเพาะปลูกที่จมหาย ยังคงเป็นภาระตกค้างที่ชาวบ้านต้องแบกรับต่อไป

แม้ระดับน้ำจะทยอยลดลง ตัวเลขความเสียหายและยอดผู้เสียชีวิตที่ปรับเปลี่ยนตามสถานะของจังหวัดอาจตอบโจทย์งานเอกสารของภาครัฐ แต่สำหรับผู้ประสบภัยกว่าหนึ่งล้านคน ความสูญเสียไม่ได้เหือดแห้งตามน้ำที่ลดลงไปจากพื้นที่เลย

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก