สหรัฐฯ ส่งสัญญาณอาจโจมตีอิหร่านสุดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางเกมขู่ควบคู่เจรจา
ทูตสหรัฐฯ เผยความเป็นไปได้ในการเปิดฉากปฏิบัติการ ขณะแรงกดดันทางทหารแผ่คลื่นสะเทือนทั่วภูมิภาค

สิงคโปร์
โต๊ะเจรจายังไม่ปิด แต่สัญญาณเตือนเรื่องการใช้กำลังทหารกลับดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ท่าทีทั้งสองด้านดำเนินควบคู่กันในแนวนโยบายของสหรัฐฯ (United States) ที่มีต่ออิหร่าน (Iran) โดยเมื่อวันศุกร์ (Friday) ในเดือนตุลาคม (Oct) ค.ศ. 2026 ทอม แบร์แร็ก (Tom Barrack) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำตุรกี (Turkey) และผู้แทนพิเศษด้านซีเรีย (Syria) ให้สัมภาษณ์กับมาริโอ นอฟฟัล (Mario Nawfal) ผู้จัดรายการพอดแคสต์ว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางแรงบีบคั้นที่เพิ่มขึ้นจากทั้งวอชิงตัน (Washington) และพันธมิตรอย่างอิสราเอล (Israel) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน (Israeli Prime Minister Benjamin) เนทันยาฮู (Netanyahu)
รอยร้าวระหว่างสองขั้วอำนาจฝังรากลึกมาตั้งแต่ ค.ศ. 1979 ด้วยความระแวงและแรงปะทะที่ไม่เคยคลี่คลาย ภาพจิตรกรรมฝาผนังต้านสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน (Tehran) เมื่อเดือนกันยายน (Sep) ค.ศ. 2026 โดยมาจิด อัสการิปูร์ (Majid Asgaripour) สำนักข่าว WANA หรือ West Asia News Agency ผ่านทาง REUTERS JERUSALEM เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ของความขัดแย้งตลอดหลายทศวรรษ ทว่าจุดเปลี่ยนในชั่วโมงนี้ข้ามพ้นวิวาทะทางการเมือง สู่การเดินหมากทางยุทธศาสตร์ที่อาจจุดชนวนการปะทะโดยตรงบริเวณอ่าว (Gulf)
ยุทธศาสตร์สองขาของทรัมป์: ขู่ทางทหารเพื่อกรุยทางเจรจา
สถานะของแบร์แร็ก (Barrack) มีนัยน่าจับตา แม้ไม่ได้คุมนโยบายอิหร่านโดยตรง แต่เขาคือบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (President Donald Trump) คำกล่าวของเขาระหว่างเยือนภูมิภาคอ่าวสะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังพร้อมเปิดรับการเจรจาเสมอ
"is very clear. He's open and available and accessible to a deal, and we've been at the table for months and months and months" — แบร์แร็ก
ท่าทีดังกล่าวชี้ให้เห็นยุทธวิธีของทำเนียบขาวที่ใช้แรงกดดันทางทหารเป็นเครื่องมือต่อรอง โดยตามรายงานของสำนักข่าว Reuters ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 ทั้งสองฝ่ายเคยหารือข้อตกลงเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพทางทะเล ทว่าหลังทรัมป์ปฏิเสธแผนดังกล่าว ทางการอิหร่านก็ยังคงแสดงท่าทีผ่านรายงานของ Reuters ในเวลาต่อมาว่า ต้องการคลี่คลายปัญหาผ่านช่องทางการทูตมากกว่าการใช้กำลัง
แรงกระเพื่อมข้ามภูมิภาคและเดิมพันที่ไร้ทางถอย
การตัดสินใจด้านความมั่นคงจากเมืองหลวงมักส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภูมิภาคอื่น สำนักข่าว AP News รายงานว่าสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนการวางกำลังทางเรือเพื่อมุ่งเน้นภารกิจในตะวันออกกลาง ส่งผลให้พื้นที่ทางทะเลส่วนอื่นต้องเผชิญภาวะสุญญากาศด้านความมั่นคงในจังหวะที่ทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ ถูกดึงไปรวมศูนย์ไว้ที่จุดเดียว
ขณะเดียวกัน ตุรกีเตือนผ่านรายงานของสำนักข่าว Reuters ในวันศุกร์เดือนตุลาคมว่า การเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่รังแต่จะทำให้สถานการณ์ลุกลามจนไม่อาจควบคุม และวิถีทางการทูตคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ ยิ่งไปกว่านั้น สำนักข่าว The New York Times ยังรายงานถึงความพยายามทางการทูตของสหรัฐฯ ในเวทีอื่น ซึ่งสะท้อนว่าวอชิงตันกำลังแบกรับความเสี่ยงพร้อมกันในหลายจุด
สหรัฐฯ ในเวลานี้จึงเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างการป้องปรามกับการเปิดศึกเต็มรูปแบบ การส่งสัญญาณโจมตีล่วงหน้าอาจเป็นไม้แข็งเพื่อบีบให้อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อ แต่เมื่อแสนยานุภาพถูกระดมมาประชิดและพันธมิตรเร่งเร้า เส้นแบ่งระหว่างการขู่กับการทำสงครามจริงย่อมแคบลงทุกขณะ ปล่อยให้ภูมิภาคต้องลุ้นระทึกว่านโยบายแข็งกร้าวนี้จะพาไปสู่โต๊ะเจรจาหรือการปะทะระลอกใหญ่
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก