Skip to content
วัฒนธรรมข่าว

ร่องรอยเม็ดเลือดแดงในฟอสซิล 115 ล้านปี ท้าทายทฤษฎีดึกดำบรรพ์

ตรวจพบโครงสร้างคล้ายเซลล์ในกระดูกไดโนเสาร์จากบราซิล ชี้สารอินทรีย์อาจอยู่รอดข้ามยุคได้นานกว่าที่เคยเชื่อ

โดย Claire Tanakaหัวหน้าผู้สื่อข่าวเอเชียแปซิฟิกอ่าน 3 นาที0
แชร์
Molecular Paleontology Shifts Regional Research Priorities

สิงคโปร์

วงการบรรพชีวินวิทยาเคยตั้งอยู่บนข้อสรุปเดิมว่า สารอินทรีย์ระดับเซลล์ย่อมย่อยสลายไปหมดสิ้นตามกาลเวลา เหลือเพียงแร่ธาตุที่แทรกซึมเข้ามาแทนที่จนกลายเป็นหิน ทว่าหลักฐาน (Evidence) ชิ้นใหม่ในฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์อายุ 115 ล้านปี กำลังทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์ต้องหันกลับมาทบทวนสมมติฐานนี้อย่างจริงจัง

เมื่อเดือนพฤศจิกายน (November) ค.ศ. 2026 ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการของ Curtin University ในเมือง Perth รัฐ Western Australia ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ตรวจพบโครงสร้างที่มีลักษณะคล้ายเม็ดเลือดแดงตกค้างอยู่ภายในชิ้นส่วนฟอสซิลของ Aratasaurus ไดโนเสาร์กินเนื้อ ซึ่งเดิมเก็บรักษาไว้ที่ Museu de Paleontologia Pl ใน Cidade Nuvens เมือง Santana do Cariri รัฐ Ceara ของประเทศบราซิล (Brazil) การพบร่องรอยโครงสร้างชีวภาพในตัวอย่างที่มีอายุถึง 115000000 ปีเช่นนี้ บีบให้นักวิจัยต้องตั้งคำถามใหม่ต่อกระบวนการแปรสภาพเป็นฟอสซิล

ความร่วมมือข้ามทวีปกับเครื่องมือยุคใหม่

การค้นพบดังกล่าวสะท้อนมิติสำคัญของงานวิจัยข้ามพรมแดน บราซิล (Brazil) ในฐานะแหล่งค้นพบ มีตัวอย่างฟอสซิลล้ำค่าทางธรรมชาติอยู่มหาศาล แต่การตรวจสอบสารอินทรีย์ระดับจุลภาคกลับต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงจากสถาบันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของออสเตรเลีย (Australia)

ภาพความร่วมมือนี้ชี้ให้เห็นว่า ตัวอย่างฟอสซิลที่เก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั่วโลกอาจซ่อนข้อมูลชีวภาพสำคัญเอาไว้ เพียงแต่ที่ผ่านมายังขาดแคลนเครื่องมือวิเคราะห์ที่ก้าวหน้าพอจะตรวจพบ ศักยภาพของห้องปฏิบัติการใน Perth พิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีมิติที่เทคโนโลยีรุ่นก่อนมองข้ามไปอีกมาก

โจทย​์หินที่รอการพิสูจน์ซ้ำ

ก้าวต่อไปของนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่ยืนยันสิ่งที่เห็น แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า สารชีวภาพเหล่านี้รอดพ้นการเน่าเปื่อยและการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยามาได้อย่างไรโดยไม่สลายไปตลอด 115 ล้านปี ทฤษฎีปัจจุบันเรื่องปฏิกิริยาของแร่ธาตุและการคงตัวของโครงสร้างโมเลกุลยังอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ไม่หมดจด

ขณะเดียวกัน การตรวจพิสูจน์ตัวอย่างโบราณยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ นั่นคือต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการสงวนสภาพชิ้นส่วนดึกดำบรรพ์หายาก กับความจำเป็นต้องสกัดทำลายเนื้อฟอสซิลบางส่วนเพื่อนำไปวิเคราะห์ วงการวิทยาศาสตร์จึงยังต้องวางระเบียบวิธีวิจัยให้รัดกุม เพื่อแยกแยะให้ชัดว่าสิ่งที่เห็นคือเซลล์ดั้งเดิมจริง หรือเป็นเพียงการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในยุคหลัง ซึ่งยังต้องอาศัยการทดสอบเพิ่มเติมจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก