Skip to content
ไทยแปซิฟิก มุมมอง

อดีตเจ้าอาวาสบุรีรัมย์ซิ่ง 40 กม. ซื้อยาบ้า กลัวชาวบ้านจำได้

กรณีอดีตเจ้าอาวาสบุรีรัมย์ตอกย้ำว่ายาเสพติดแทรกซึมไปทุกระดับ โดยเฉพาะความกลัวถูกเปิดโปงที่นำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงยิ่งขึ้น

โดย Suthida Ramnarongนักเขียนสายเศรษฐกิจปากท้องอ่าน 3 นาที0
แชร์
The Long Drive to Discretion: A Monk, Methamphetamine, and Hidden Social Costs in Rural Thailand
Photo: The Thaiger

สิงคโปร์

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรบ้านบัวได้จับกุมอดีตเจ้าอาวาสรูปหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมชายอีกรายหนึ่งที่คาดว่าเป็นคนขับรถ ในเขตอำเภอประโคนชัย การจับกุมครั้งนี้เปิดเผยพฤติการณ์อันน่าตกใจ เมื่ออดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวที่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดในอำเภอบ้านกรวด ถูกจับพร้อมยาบ้าจำนวน 13 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง

ตามรายงานของ The Thaiger อดีตเจ้าอาวาสให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ได้ขับรถยนต์เกือบ 40 กิโลเมตร เพื่อไปรับยาเสพติด โดยจงใจหลีกเลี่ยงการซื้อยาบ้าใกล้กับวัดที่จำพรรษาอยู่ ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวญาติโยมในพื้นที่จำได้และจะถูกเปิดโปง ส่วนชายอีกคนอายุ 34 ปี ที่ถูกจับกุมพร้อมกันนั้นทราบชื่อว่า อภิสิทธิ์ อาศัยอยู่ในอำเภอประโคนชัย

พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามปกปิดและหลีกเลี่ยงการถูกจับตา โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่สังคมคาดหวังให้เป็นแบบอย่างทางศีลธรรม ความกลัวว่า “คนรู้จักจะจำได้” กลายเป็นแรงจูงใจให้ต้องออกห่างจากพื้นที่คุ้นเคย เพื่อกระทำสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหายาเสพติดที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงสังคมหนึ่ง แต่ได้แพร่หลายไปจนถึงจุดที่ผู้เสพหรือผู้เกี่ยวข้องพยายามหาทางปกปิดอย่างสุดความสามารถ ซึ่งในหลายกรณีกลับนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการถูกจับกุม

ต้นทุนที่มองไม่เห็น: เมื่อยาเสพติดกัดกินศรัทธาและงบประมาณชีวิต

กรณีอดีตเจ้าอาวาสที่ยอมขับรถไกลถึง 40 กิโลเมตร เพื่อเลี่ยงการถูกพบเห็นในพฤติกรรมที่เสี่ยงนั้น แท้จริงแล้วคือต้นทุนที่มองไม่เห็นหลายด้าน ต้นทุนแรกคือต้นทุนทางสังคมและจิตใจ เมื่อยาเสพติดได้แทรกซึมเข้าสู่สถาบันศาสนา ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจและศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน การกระทำเช่นนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนา และบ่อนทำลายศรัทธาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

สำหรับผู้เสพยาเสพติด การต้องเดินทางไปซื้อยาที่ไกลออกไป ย่อมหมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าเสียเวลา หรือแม้แต่การต้องพึ่งพาผู้อื่นให้ขับรถให้ดังเช่นกรณีนี้ ซึ่งนำไปสู่การขยายวงของเครือข่ายยาเสพติดโดยปริยาย

ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ “แรงจูงใจ” ที่ทำให้พระภิกษุรูปหนึ่งต้องเสี่ยงกระทำเช่นนี้ หากมองจากมุมมองของผู้ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ย่อมสร้างภาระทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับยาเสพติดเอง รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การปกปิด และความกังวลว่าจะถูกจับได้ หรือความต้องการที่จะเสพอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้เสพต้องดิ้นรนหาเงินและพยายามปกปิดให้ถึงที่สุด

ผลกระทบต่อสังคมและภาพรวม

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหายาเสพติดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในเขตเมืองหรือชนบท ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในสถานะที่สังคมให้ความเคารพ เหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและครอบคลุม ทั้งในมิติของการป้องกัน ปราบปราม และการบำบัดฟื้นฟู

การที่อดีตเจ้าอาวาสเลือกที่จะเดินทางไกลเพื่อเลี่ยงการถูกจำได้ ชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอของกลไกการสอดส่องดูแลในระดับท้องถิ่น และความซับซ้อนของปัญหาที่ต้องการการแก้ปัญหาที่มากกว่าแค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่รวมถึงการเยียวยาศรัทธาที่พังทลาย และการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนแข็งแกร่งพอที่จะไม่ถูกยาเสพติดกัดกินอีกต่อไป

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก