Skip to content
รสชาติข่าว

เมื่อครูต้องเคี่ยวกรำเจ้านาย: สัจธรรมหลังเตา Shisen Hanten และเดิมพันมรดกอาหารข้ามรุ่น

ร้านอาหารเสฉวนสไตล์ญี่ปุ่นในสิงคโปร์สะท้อนว่า ระบบเคี่ยวกรำช่างฝีมือคือหัวใจค้ำจุนธุรกิจให้อยู่รอด ไม่ใช่เพียงชื่อเสียงของตระกูล

โดย Camille Auclairนักวิจารณ์ร้านอาหารอ่าน 3 นาที0
แชร์
The Lineage Premium
Photo: Channel News Asia

สิงคโปร์

ตำนานธุรกิจร้านอาหารชื่อดังมักผูกติดกับสายเลือดและชื่อเสียงของตระกูล ทว่าเบื้องหลังเตาไฟ สิ่งที่คอยประคับประคองกิจการและรักษามาตรฐานบนโต๊ะอาหารไว้ได้ กลับไม่ใช่สายสัมพันธ์ครอบครัว หากเป็นวินัยและทักษะฝีมือของพ่อครัวที่สั่งสมส่งต่อกันมาข้ามรุ่น

เรื่องราวของภัตตาคาร Shisen Hanten ในสิงคโปร์สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อ ฮิโรอากิ ซูซูกิ (Hiroaki Suzuki) เชฟผู้เคยร่ำเรียนวิชาจาก เฉิน เค็นมิน (Chen Kenmin) ผู้ก่อตั้งร้านอาหารเสฉวนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese-Sichuan) ต้องกลับมารับบทครูฝึกปรือฝีมือให้ เฉิน เค็นทาโร (Chen Kentaro) หลานชายแท้ๆ ของผู้ก่อตั้ง ซึ่งปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารกิจการ ภาพที่เกิดขึ้นฉายให้เห็นวิถีครัวระดับสูงอย่างแท้จริง เมื่อทายาทผู้กุมอำนาจบริหารยังต้องยอมก้มหัวเรียนรู้งานหน้าเตาจากลูกจ้างผู้เชี่ยวชาญเทคนิคและกุมสูตรอาหารดั้งเดิม

วินัยช่างฝีมือกับต้นทุนที่มองไม่เห็น

การสืบทอดกิจการร้านอาหารไม่ได้จบลงแค่การส่งต่อสูตรลับบนหน้ากระดาษ หัวใจสำคัญอยู่ที่การคุมไฟ จังหวะสะบัดกระทะ และการประคองรสชาติให้แม่นยำสม่ำเสมอในทุกจาน การที่ซูซูกิต้องมาเคี่ยวกรำเค็นทาโรชี้ชัดว่า ในระบบครัวดั้งเดิม ทายาทสายเลือดไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือช่างฝีมือ เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยย่อมกระทบต่อชื่อเสียงและกำไรของร้านทันที กระบวนการถ่ายทอดความรู้จึงยังยึดโยงอยู่กับระบบครูศิษย์อันเข้มงวด

ตามรายงานของ แชนแนลนิวส์เอเชีย (Channel News Asia) โดย แอนเน็ตต์ ตัน (Annette Tan) เชฟต่างรุ่นกำลังทำงานประสานกันในครัว โดยนอกจากซูซูกิและเค็นทาโรแล้ว ยังมี ยูยะ ฮายาชิ (Yuya Hayashi) ร่วมลงแรงสืบสานวิถีการปรุงของ Shisen Hanten การรวมตัวของพ่อครัวหลายรุ่นในสิงคโปร์ไม่ใช่แค่งานเลี้ยงมื้อพิเศษ แต่คือบททดสอบว่าเทคนิคที่ตกผลึกจากโตเกียว (Tokyo) ในญี่ปุ่น (Japan) จะปรับตัวและรักษามาตรฐานไว้ได้ดีเพียงใดเมื่อก้าวสู่ตลาดต่างแดน

ในครัวระดับนี้ กำไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาขายจานละแพงลิบลิ่วเท่านั้น หากผูกติดกับการคุมของเสียและประสิทธิภาพการทำงานหน้าเตา การที่เชฟชั้นครูอย่างซูซูกิยังคงยืนคุมเตาด้วยตนเอง จึงเป็นเกราะกำบังไม่ให้มาตรฐานและเอกลักษณ์ดั้งเดิมเจือจางไปตามเวลา

ขยายสาขาข้ามแดนกับความเปราะบางในการส่งต่อวิชา

อาหารเสฉวนสไตล์ญี่ปุ่นเกิดจากการนำรสชาติเผ็ดร้อนของเสฉวนมาเกลาให้เข้ากับความประณีตแบบญี่ปุ่น เป็นการผสานวัฒนธรรมที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูง เมื่อโมเดลธุรกิจนี้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลจากญี่ปุ่นมาปักหลักในสิงคโปร์ ความท้าทายจึงไม่ใช่การหาลูกค้ากระเป๋าหนัก หากแต่เป็นการเฟ้นหาและฝึกฝนคนหน้าเตาให้เข้าใจปรัชญาเดียวกัน

จุดเปราะบางของร้านอาหารสไตล์ดั้งเดิมคือ สายพานถ่ายทอดทักษะมักขึ้นอยู่กับครูพักลักจำและมีผู้กุมวิชาอยู่ไม่กี่คน ยิ่งในภาวะที่ต้นทุนธุรกิจตึงตัว การแบกรับระบบฝึกสอนอันเขี้ยวกรำยิ่งกลายเป็นต้นทุนมหาศาล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าสูตรอาหารจะอยู่รอดหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่าเมื่อสิ้นยุคของซูซูกิไปแล้ว ทางร้านจะยังรักษาระบบเคี่ยวกรำทายาทและเชฟรุ่นใหม่ให้คงมาตรฐานเดิมไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันทางธุรกิจที่ถาโถมเข้ามา

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก