การทูตเลือกส่งเสียง: เมื่อเม็กซิโกสงวนท่าทีต่อวอชิงตัน แต่เปิดหน้าเชียร์แคลิฟอร์เนีย
ท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีเชนบอมสะท้อนความย้อนแย้ง ระหว่างหลักการไม่ก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ กับแรงดึงดูดจากฐานเสียงเชื้อสายเม็กซิกันข้ามพรมแดน

ตามธรรมเนียมการทูต รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านมักเลี่ยงแสดงความเห็นหรือชี้นำการเลือกตั้งภายในของชาติอื่น ทว่าในความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกา เส้นแบ่งดังกล่าวกลับไม่เคยอยู่นิ่ง
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเชนบอมวางตัวอย่างระมัดระวัง โดยปฏิเสธจะออกความเห็นต่อภาพรวมการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอม พร้อมย้ำจุดยืนว่าเม็กซิโกเคารพผลคะแนนของชาวอเมริกันเสมอ ไม่ว่าดุลอำนาจในสภาคองเกรสจะตกเป็นของพรรคเดโมแครตหรือไม่ แต่ท่าทีสงวนปากคำตามหลักการทูตกลับสะดุดลงชั่วคราว เมื่อมีคำถามเจาะจงถึงสนามเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย
ข้อยกเว้นบนหลักการไม่แทรกแซง
ผู้นำเม็กซิโกแสดงความยินดีอย่างเปิดเผยต่อทิศทางของ ซาเวียร์ เบเซร์รา ตัวแทนพรรคเดโมแครตเชื้อสายเม็กซิกัน ซึ่งผลสำรวจชี้ว่ามีโอกาสเอาชนะ สตีฟ ฮิลตัน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันได้ไม่ยาก หากเบเซร์ราคว้าชัยชนะในวันอังคารได้สำเร็จ เขาจะกลายเป็นผู้ว่าการรัฐเชื้อสายละตินคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของแคลิฟอร์เนีย ประธานาธิบดีเชนบอมให้เหตุผลสนับสนุนว่า สหรัฐฯ มีชาวเม็กซิกันและชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การที่ชุมชนกลุ่มนี้มีตัวแทนในฝ่ายบริหารย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
คำอธิบายดังกล่าวฟังดูหนักแน่นในแง่ความผูกพันทางวัฒนธรรม แต่ในเชิงอำนาจรัฐ นี่คือการขยับหมากที่มีเดิมพันสูง เพราะการแยกแยะระหว่างการเอาใจช่วยตัวแทนชุมชนพลัดถิ่นกับการรับรองผู้สมัครของพรรคการเมืองอเมริกันแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ยิ่งในสมรภูมิที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันขับเคี่ยวกันดุเดือด ท่าทีเช่นนี้ย่อมถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเลือกข้าง แม้จะห่อหุ้มไว้ด้วยมิติความหลากหลายทางชาติพันธุ์ก็ตาม
ต้นทุนของความเงียบที่เลือกข้าง
จริงอยู่ ผู้สนับสนุนอาจมองว่าแคลิฟอร์เนียมีบริบทเฉพาะตัว รัฐชายฝั่งแปซิฟิกแห่งนี้ผูกพันกับเม็กซิโกทั้งทางเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ยาวนานเกินกว่าจะมองผ่านกรอบการเมืองพรรคเดียว การมีผู้นำเชื้อสายเม็กซิกันบริหารรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจมหาศาลย่อมสร้างประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ให้รัฐบาลเม็กซิโกซิตี้ มากกว่าความเสี่ยงทางการทูตระยะสั้น
คำถามสำคัญคือ เม็กซิโกจะรักษาสมดุลนี้ได้นานเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับวอชิงตันในภาพรวม ความสัมพันธ์ทวิภาคีไม่ได้มีเพียงมิติของแคลิฟอร์เนีย หากยังผูกโยงกับผลประโยชน์เปราะบางตามแนวชายแดน ตั้งแต่ข้อตกลงการค้า USMCA ปัญหาการจัดการน้ำในแม่น้ำริโอแกรนด์ผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนและน้ำระหว่างประเทศ (IBWC) ไปจนถึงแรงเสียดทานทางการเมืองกับรัฐเท็กซัส ซึ่งขับเคลื่อนด้วยวิธีคิดที่ต่างจากแคลิฟอร์เนียอย่างสิ้นเชิง
การเลือกยึดหลักการไม่แทรกแซงเมื่อเป็นเรื่องของสภาคองเกรส แต่กลับร่วมปรบมือให้ว่าที่ผู้ว่าการรัฐฝั่งเดโมแครต สะท้อนว่าหลักการทูตของเม็กซิโกพร้อมยืดหยุ่นเสมอเมื่อผลประโยชน์ทางอัตลักษณ์เรียกร้อง ทว่าเมื่อตัดสินใจเปิดหน้าเชียร์ในสนามหนึ่งแล้ว ย่อมยากจะหยิบยกความเงียบมาใช้เป็นเกราะกำบังในสนามอื่นต่อไป
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก