Skip to content
ดีไซน์ข่าว

เมื่อการผัดวันประกันพรุ่งกลายเป็นภัยเงียบ ทำร้ายสุขภาพกายและใจเกินคาด

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การผัดผ่อนไม่ใช่แค่ปัญหาจัดตารางเวลา แต่สะท้อนภาวะรับมืออารมณ์ไม่ได้ พร้อมแนะวิธีตัดวงจร

โดย Naomi Tsukadaนักเขียนสายวัฒนธรรมและเมืองอ่าน 3 นาที0
แชร์
The Domestic Architecture of Delay
Photo: SCMP Lifestyle

สิงคโปร์

ตู้เสื้อผ้าที่อัดแน่นจนปิดไม่ลงกลายเป็นภาพชินตานานนับเดือน ไม่ต่างจากคำถามของคู่ชีวิตที่เอ่ยทักว่า "โทรนัดหมอตรวจก้อนเนื้อที่หลังหรือยัง" แต่คำตอบที่ได้มักเป็นเพียงเสียงพึมพำบ่ายเบี่ยง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วเปิดดู Netflix ต่ออีกตอน พฤติกรรมเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน หลายคนมองว่าการผัดผ่อนสิ่งที่ไม่อยากทำเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าเบื้องหลังกลับสร้างผลกระทบและบั่นทอนชีวิตมากกว่าที่คิด

รายงานจาก South China Morning Post โดย Havis ระบุว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญเริ่มออกมาเตือนอย่างจริงจังว่า นิสัยผัดวันประกันพรุ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต สิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นเพียงความขี้เกียจชั่วคราว แท้จริงแล้วกำลังกัดกร่อนคุณภาพชีวิตในระยะยาว

กับดักทางอารมณ์ ไม่ใช่แค่จัดสรรเวลาพลาด

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากอยากเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ต้องจัดตารางเวลาให้รัดกุมขึ้น แต่ Fuschia Sirois จาก Durham University ในสหราชอาณาจักร ชี้ว่าต้นตอไม่ได้เกิดจากการบริหารเวลาล้มเหลว หากมาจากปัญหาการจัดการอารมณ์

เมื่อสิ่งที่ต้องทำตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บบ้าน หรือการตัดสินใจโทรนัดแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ปลุกเร้าความอึดอัด วิตกกังวล หรือเบื่อหน่าย สมองจะสั่งให้หลบเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจทันทีด้วยการหันไปหาสิ่งบันเทิงใจเฉพาะหน้า การผัดผ่อนจึงทำหน้าที่คล้ายยาแก้ปวดที่ช่วยบรรเทาอารมณ์ลบได้เพียงชั่วครู่ ทว่ากลับทิ้งความเครียดสะสมไว้ข้างหลัง

ความเครียดเรื้อรังจากภาระที่คั่งค้างส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะการเลื่อนตรวจสุขภาพเมื่อพบอาการผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้การตรวจรักษาล่าช้าจนโรคลุกลาม

เริ่มจากปรับอารมณ์ ก่อนจัดตารางชีวิต

เมื่อปมปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลา การหยุดวงจรนี้จึงต้องเริ่มที่การรับมืออารมณ์ตนเอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ทางออกสำคัญคือการยอมรับความรู้สึกอึดอัดตรงๆ แทนที่จะวิ่งหนีไปพึ่งความบันเทิง การรู้เท่าทันว่าความวิตกกังวลหรือความกลัวเป็นเรื่องธรรมดา จะช่วยลดแรงต้านในใจลงได้

สำหรับวิธีปฏิบัติ ควรแบ่งงานใหญ่ให้เป็นเป้าหมายย่อยๆ เพื่อลดแรงกดดัน และเปลี่ยนมุมมองจากการก่นด่าตนเองที่ผัดผ่อน มาเป็นการทำความเข้าใจความรู้สึก เพื่อดึงสมาธิกลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

ตู้เสื้อผ้าที่ยังรกและใบนัดแพทย์ที่ยังไม่โทรยืนยัน ไม่ใช่แค่ร่องรอยของความเกียจคร้าน แต่สะท้อนความกังวลและความกลัวในใจ การแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่การเร่งวิ่งแข่งกับเข็มนาฬิกา หากคือการกล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกตนเอง ก่อนที่ผลกระทบจะย้อนกลับมาทำร้ายจนยากจะแก้ไข

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก