เจรจาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่โดฮา: ข้อเสนอสองวันกับเส้นตายทางการเมือง
การหารือวันที่สามในกาตาร์ยังไร้ข้อสรุป ชี้ชัดความเร่งด่วนทางการทูตถูกบีบด้วยปฏิทินการเมืองในวอชิงตันมากกว่าความพร้อมในสนามรบ

สิงคโปร์
การทูตยามสงครามมักเผชิญคำถามเดียวกันเสมอว่า ความเร่งด่วนตรงหน้าเป็นเรื่องจำเป็นจริงบนโต๊ะเจรจา หรือเป็นเพียงภาพสะท้อนผลประโยชน์ทางการเมืองจากภายนอก การพบกันระหว่างคณะผู้แทนอิหร่านกับคนกลางกาตาร์ที่กรุงโดฮาในวันอาทิตย์ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2026 สะท้อนภาพย้อนแย้งนี้ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายนั่งโต๊ะหารือร่วมกันเป็นวันที่สามเพื่อผลักดันข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทว่ายังไม่มีผลลัพธ์รูปธรรมปรากฏ
สัญญาณชะงักงันส่งตรงจากฝั่งเตหะราน เมื่อ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เผยต่อสื่อทางการว่า การหารือเกี่ยวกับข้อเสนอสองวันยังดำเนินอยู่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย คำแถลงสั้นๆ นี้เผยให้เห็นขีดจำกัดทางการทูตอย่างชัดเจน เพราะแม้กาตาร์จะทุ่มเททำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยเต็มที่ แต่กรอบเวลาเพียงสองวันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสะสางปมขัดแย้งสั่งสมมาเนิ่นนาน
แรงกดดันจากเงื่อนเวลาการเมืองสหรัฐฯ
เมื่อพิจารณาจังหวะก้าวของการเจรจา จะเห็นได้ว่าแรงขับเคลื่อนไม่ได้มาจากความพร้อมยอมถอยของคู่สงคราม หากแต่เป็นความกังวลเรื่องกรอบเวลา การเปิดฉากหารือที่โดฮามีขึ้นท่ามกลางความหวั่นเกรงว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านอาจปะทุรุนแรงขึ้น ยิ่งเมื่อบวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ ยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งทำให้ทุกฝ่ายมองว่าหน้าต่างแห่งโอกาสกำลังปิดลง
รอยเตอร์รายงานว่า ความเคลื่อนไหวรอบนี้เกิดขึ้นหลังจากคนกลางกาตาร์เพิ่งเดินทางไปเปิดการเจรจาถึงกรุงเตหะราน เพื่อหวังฟื้นโต๊ะเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสกัดความเสี่ยงจากการโจมตีระลอกใหม่ ทว่าการผลักดันข้อเสนอระยะสั้นเพียงสองวันท่ามกลางแรงบีบด้านเวลาเช่นนี้ กำลังเปลี่ยนการทูตให้กลายเป็นการบริหารความเสี่ยงเฉพาะหน้า มากกว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางออก
การเมืองภายในของทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นกำแพงหลักขวางกั้นข้อตกลง ในกรุงเตหะราน ภาพของผู้นำสูงสุด มอจตาบา คาเมเนอี ที่ปรากฏตามท้องถนนช่วงปลายเดือนตุลาคม สะท้อนชัดว่ารัฐบาลอิหร่านไม่อาจยอมรับเงื่อนไขที่ดูเหมือนเป็นการยอมจำนน การรับข้อเสนอใดๆ โดยไร้หลักประกันที่ชัดเจนย่อมสร้างต้นทุนทางการเมืองมหาศาลแก่กลุ่มอำนาจในประเทศ
ขณะเดียวกัน การไร้เงาตัวแทนระดับสูงจากสหรัฐฯ บนโต๊ะเจรจาโดยตรง จนต้องพึ่งพาคนกลางอย่างกาตาร์ ยิ่งตอกย้ำว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานแทบไม่หลงเหลือ กลไกการเจรจาทางอ้อมเช่นนี้เชื่องช้าเกินกว่าจะรับมือสถานการณ์ทางทหารที่พร้อมพลิกผันได้ทุกนาที
เมื่อการหารือล่วงเข้าสู่วันที่สามโดยไร้ข้อสรุป ความหวังที่จะเห็นจุดเปลี่ยนจึงริบหรี่ลง สิ่งที่ยังค้างคาหลังการเจรจาที่โดฮาจึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอสองวันจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่ แต่คือความจริงที่ว่า หากช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปโดยไร้ข้อตกลง แรงกดดันที่จะดึงคู่ขัดแย้งกลับสู่โต๊ะเจรจาอาจหมดน้ำหนักลงอย่างสิ้นเชิง และปล่อยให้วิถีทางทหารกลับมาเป็นฝ่ายกำหนดชะตากรรมอีกครั้ง
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก