เมื่อก็อตแธมไร้เงาแบทแมน: ‘Clayface’ ภาคแยกดีซี เดิมพันแนวบอดี้ฮอร์เรอร์เลือดพล่าน
บทพิสูจน์ค่ายดีซีที่กล้าทิ้งฮีโร่ตัวท็อป หันมาขุดลึกความดำมืดผ่านวายร้ายตัวรอง

สิงคโปร์
แสงสปอตไลต์เหนือฟากฟ้าเมืองก็อตแธม (Gotham) มักส่องหาเพียงสัญลักษณ์ค้างคาว แต่ในโลกภาพยนตร์วันนี้ กล้องกลับเบนออกจากศูนย์กลางเดิม มุ่งสู่มุมมืดและบิดเบี้ยวที่สุดแทน สตูดิโอยักษ์ใหญ่ต่างดิ้นรนหาทางรอดใหม่ด้วยการดันตัวละครชายขอบขึ้นมาเป็นตัวเอก ทว่าประวัติศาสตร์หนังดัดแปลงจากคอมิกไม่เคยปรานีความพยายามลักษณะนี้
การดันตัวละครสมทบขึ้นมายืนแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็นค่ายมาร์เวล (Marvel) หรือดีซี (DC) แทบไม่เคยพาหนังทะยานสู่จุดสำเร็จได้อย่างงดงาม ไล่ตั้งแต่ Venom และ Morbius ฝั่งมาร์เวล ไปจนถึง Birds of Prey และ The New Mutants (Mutants) หลายเรื่องกลายเป็นเพียงส่วนต่อขยายที่ไร้ทิศทาง ลอยเคว้งจากแกนหลัก และติดหล่มการเอาใจแฟนเดนตายจนละเลยชั้นเชิงทางภาพยนตร์
ทางแพร่งของตัวร้ายแถวสอง
Clayface ภาพยนตร์ภาคแยกเรื่องล่าสุดของดีซี นำแสดงโดย ทอม รีส แฮร์รีส์ (Tom Rhys Harries) ตัดสินใจฉีกกรอบสูตรสำเร็จเดิมๆ ของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องมีพลังวิเศษและการกอบกู้โลก เจมส์ มอตแทรม (James Mottram) นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เขียนบทวิจารณ์ลงใน เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ (South China Morning Post) ให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ 3.5 เต็ม 5 ดาว พร้อมชี้ว่าจุดเด่นอยู่ที่ความกล้าสลัดภาพจำเดิมของจักรวาลก็อตแธมทิ้งไป
ความน่าสนใจไม่ใช่แค่การพาตัวร้ายอย่าง เคลย์เฟซ (Clayface) ขึ้นสู่จอใหญ่ แต่คือความเด็ดขาดที่ไม่มีแม้แต่เงาของแบทแมน (Batman) เรื่องนี้เลือกตัดขาดจากเซฟโซนของแฟรนไชส์หลัก ดำดิ่งสู่โลกอาชญากรรมดิบเถื่อน กลายสภาพเป็นหนังระทึกขวัญแนวบอดี้ฮอร์เรอร์ (body-horror) ที่เต็มไปด้วยความแค้น ความสยองขวัญ และคราบเลือด ไม่เหมาะสำหรับผู้ชมที่ขวัญอ่อน
ส่องกระจกสะท้อนฮอลลีวูด
แก่นแท้ของเรื่องไม่ได้หยุดแค่ความสยดสยองจากการกลายพันธุ์ แต่เมืองก็อตแธมถูกใช้เป็นภาพสะท้อนความฟอนเฟะของวงการฮอลลีวูด (Hollywood) โดยตรง หนังพาไปสำรวจวังวนแห่งความทะเยอทะยาน การหักหลัง และเพลิงแค้นจากการดิ้นรนเพื่อชื่อเสียง ชายคนหนึ่งยอมสูญเสียทั้งรูปลักษณ์และตัวตนเพียงเพื่อแลกกับแสงสปอตไลต์ สะท้อนชะตากรรมในอุตสาหกรรมบันเทิงที่พร้อมกลืนกินมนุษย์ทุกคนที่ก้าวเข้ามา
การผสมผสานแนวสืบสวนอาชญากรรมเข้ากับความสยองขวัญจัดจ้าน ช่วยให้งานชิ้นนี้หลุดพ้นจากหลุมพรางที่หนังภาคแยกเรื่องอื่นเคยสะดุด การไม่พึ่งพาบารมีฮีโร่ตัวท็อปกลายเป็นจุดแข็งที่เปิดทางให้หนังมีพื้นที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง แม้โทนเรื่องที่มืดหม่นและรุนแรงอาจจำกัดกลุ่มผู้ชมในวงกว้างก็ตาม
ก็อตแธมในเรื่องนี้ไม่ได้เรียกร้องหาอัศวินรัตติกาลมาทวงความยุติธรรมอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเวทีชำแหละกิเลสและความทะเยอทะยานของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่การรอคอยฮีโร่ แต่คือวงการฮอลลีวูดและคนดูจะทนมองความจริงอันน่าเกลียดชังนี้ได้นานเพียงใด ก่อนจะโหยหาหน้ากากใบเดิมกลับมาช่วยซ่อนรอยแผลเป็น
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก