ทองคำบาทละ 66,450 บาท: เมื่อสินทรัพย์ที่คนไทยเชื่อมั่นยังมีความเสี่ยง
ราคาทองคำแท่งปิดที่บาทละ 66,450 บาท เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 หลังมีการประกาศปรับราคา 12 ครั้งภายในวันเดียว ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของตลาดทองคำโลกและค่าเงินบาท แม้ทองคำจะเป็นทรัพย์สินที่คนไทยไว้วางใจมาหลายชั่วอายุคน แต่ความผันผวนของราคาและต้นทุนการซื้อขายยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ถือครองไม่ควรมองข้าม

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย — ทองคำมีบทบาทในสังคมไทยมายาวนาน ทั้งในฐานะเครื่องประดับ สินสอดทองหมั้น และทรัพย์สินที่เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น สำหรับหลายครอบครัว ทองคำจึงมีคุณค่ามากกว่าราคาที่ปรากฏบนป้ายหน้าร้าน เพราะยังเกี่ยวพันกับความมั่นคงทางการเงิน ความผูกพันในครอบครัว และมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำไม่ได้หมายความว่ามูลค่าของสินทรัพย์ชนิดนี้จะเพิ่มขึ้นเสมอไป แม้จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้ยาวนาน แต่ราคาซื้อขายกลับเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ผู้ถือครองจึงอาจได้รับผลตอบแทนหรือเผชิญการขาดทุน ขึ้นอยู่กับราคาที่ซื้อมาและช่วงเวลาที่ตัดสินใจขาย
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวปรากฏชัดในการซื้อขายวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เมื่อสมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคารวม 12 ครั้ง โดยการประกาศครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 17.09 น. ระบุราคาขายออกทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% ที่บาทละ 66,450 บาท และราคารับซื้อที่บาทละ 66,250 บาท ส่วนทองรูปพรรณความบริสุทธิ์เดียวกันมีราคาขายออกบาทละ 67,250 บาท
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกเพียงราคาทองคำ ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวะการซื้อขาย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ถือครองทองคำเพื่อการลงทุน
ราคาทองคำผันผวนตลอดวัน ก่อนปิดลดลง 350 บาท
การซื้อขายทองคำวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เปิดตลาดเวลา 09.02 น. ด้วยราคาขายออกทองคำแท่งบาทละ 66,800 บาท ก่อนทยอยปรับลดลงในช่วงเช้าและเที่ยงวัน แม้จะมีการปรับขึ้นเป็นระยะ แต่ทิศทางโดยรวมยังคงอ่อนตัว
ในช่วงบ่าย ราคาขายออกทองคำแท่งลดลงไปแตะระดับ 66,400 บาท ก่อนขยับขึ้นในการประกาศครั้งสุดท้ายเป็น 66,450 บาท ส่งผลให้ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด 350 บาท
สำหรับผู้ที่ถือครองทองคำจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อน้ำหนักหนึ่งบาททองคำอาจส่งผลต่อมูลค่ารวมของทรัพย์สินได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ซื้อขายระยะสั้นต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาและส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อกับราคาขายออก
ข้อมูลอ้างอิงในการประกาศราคาครั้งสุดท้ายระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลก หรือ Gold Spot อยู่ที่ประมาณ 4,174 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงอยู่ที่ 33.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับการประกาศราคาเปิดตลาด ซึ่งใช้ Gold Spot ที่ 4,212 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และอัตราแลกเปลี่ยน 33.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่าราคาทองคำโลกปรับลดลง ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ความเคลื่อนไหวที่สวนทางกันนี้ช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดราคาทองคำในประเทศไทยจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดโลกในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป
ค่าเงินบาทเกี่ยวข้องกับราคาทองคำไทยอย่างไร
ราคาทองคำในตลาดโลกโดยทั่วไปอ้างอิงเป็นดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ประเทศไทยซื้อขายทองคำโดยใช้หน่วยน้ำหนักเป็นบาททองคำ และกำหนดราคาเป็นเงินบาท
ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำในประเทศจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักอย่างน้อยสองส่วน ได้แก่ ราคาทองคำในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ
หากราคาทองคำโลกปรับสูงขึ้น แต่เงินบาทแข็งค่าขึ้นพร้อมกัน ราคาทองคำไทยอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ต้นทุนทองคำเมื่อแปลงจากดอลลาร์สหรัฐลดลง
ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองคำในประเทศอาจได้รับแรงหนุน แม้ราคาทองคำโลกจะทรงตัวหรือปรับลดลงก็ตาม
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในวันที่ 12 ตุลาคม เป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ดังกล่าว ราคาทองคำโลกที่ลดลงเป็นแรงกดดันต่อราคาภายในประเทศ ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าลงมีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำยังเกี่ยวข้องกับภาวะการซื้อขายและปัจจัยด้านราคาภายในประเทศ จึงไม่อาจอธิบายความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดด้วยราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ซื้อขายทองคำในประเทศไทย การติดตามราคาตลาดโลกควบคู่กับค่าเงินบาทจึงช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้รอบด้านกว่าการพิจารณาตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งแยกกัน
จากทองหมั้นสู่เงินสำรองยามจำเป็น: คุณค่าของทองคำในครอบครัวไทย
แม้ราคาทองคำจะเปลี่ยนแปลงตามตลาดการเงิน แต่บทบาทของทองคำในสังคมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการลงทุน
ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีแต่งงาน เป็นของขวัญในโอกาสสำคัญ และเป็นทรัพย์สินที่หลายครอบครัวตั้งใจเก็บรักษาไว้เพื่อส่งต่อให้ลูกหลาน คุณค่าของทองคำจึงมีทั้งด้านเศรษฐกิจและความผูกพันทางจิตใจ
ขณะเดียวกัน ทองคำยังเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ผ่านร้านทองที่มีอยู่ทั่วประเทศ คุณสมบัตินี้ทำให้หลายครอบครัวเลือกเก็บทองคำไว้เป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือความจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกในการขายไม่ได้หมายความว่าผู้ถือครองจะได้รับเงินคืนเท่ากับราคาที่ซื้อมาเสมอไป
นอกจากความผันผวนของราคาตลาดแล้ว ผู้ขายยังต้องคำนึงถึงส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อและราคาขายออก ตลอดจนเงื่อนไขการรับซื้อคืน โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่มีต้นทุนการผลิตและค่ากำเหน็จรวมอยู่ในราคาซื้อ
สำหรับครอบครัวที่ต้องการเก็บทองคำไว้เป็นทรัพย์สินสำรอง การเลือกประเภททองคำจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการตัดสินใจว่าจะซื้อในช่วงราคาใด
ซื้อทองคำแท่งกับทองรูปพรรณ ต้นทุนต่างกันอย่างไร
แม้ทองคำแท่งและทองรูปพรรณจะมีมูลค่าอ้างอิงจากเนื้อทองเช่นเดียวกัน แต่ต้นทุนการซื้อและจำนวนเงินที่ได้รับเมื่อขายคืนอาจแตกต่างกัน
ทองคำแท่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการถือครองมูลค่าของเนื้อทองเป็นหลัก เนื่องจากโดยทั่วไปมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าทองรูปพรรณ และสามารถเปรียบเทียบราคาซื้อขายกับราคาประกาศได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา
ส่วนทองรูปพรรณมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการออกแบบ การผลิต และค่ากำเหน็จ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ซื้อควรพิจารณาตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างจากราคาประกาศครั้งสุดท้ายของวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ราคาขายออกทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 66,450 บาท ขณะที่ราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 66,250 บาท
ส่วนต่าง 200 บาทนี้หมายความว่า หากผู้ซื้อซื้อทองคำแท่งน้ำหนักหนึ่งบาทแล้วนำกลับไปขายทันที โดยสมมติว่าราคาประกาศยังไม่เปลี่ยนแปลงและร้านรับซื้อในราคาอ้างอิง ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนน้อยกว่าที่จ่ายไป 200 บาท
สำหรับทองรูปพรรณ ราคาขายออกตามประกาศอยู่ที่บาทละ 67,250 บาท ขณะที่ราคารับซื้ออ้างอิงสำหรับทองรูปพรรณความบริสุทธิ์ 96.5% อยู่ที่ 64,930.28 บาทต่อน้ำหนักหนึ่งบาททองคำ
ตัวเลขดังกล่าวเป็นราคาอ้างอิงตามประกาศ ไม่ได้หมายความว่าทองรูปพรรณทุกชิ้นจะได้รับเงินคืนในจำนวนเดียวกัน เพราะการรับซื้อจริงอาจขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ และเงื่อนไขของร้านทอง
นอกจากนี้ สมาคมค้าทองคำยังระบุหลักเกณฑ์การรับซื้อคืนทองรูปพรรณตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกำหนดเงื่อนไขเรื่องการหักราคารับซื้อคืนไม่เกิน 5% จากราคารับซื้อทองคำแท่งในวันนั้น สำหรับกรณีขายคืนให้ร้านเดิม
ผู้ซื้อจึงควรสอบถามทั้งค่ากำเหน็จ ราคาที่ร้านรับซื้อคืน และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนมากกว่าการสวมใส่
ความแตกต่างเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยในวันที่ซื้อ แต่สามารถส่งผลต่อผลตอบแทนอย่างชัดเจนเมื่อถึงเวลาขาย
ทอง 1 สลึง ราคาเท่าไร ทำไมจึงหารสี่ตรง ๆ ไม่ได้
นอกจากทองคำน้ำหนักหนึ่งบาทแล้ว ทองคำหนึ่งสลึงยังเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อทองคำในวงเงินไม่สูงนัก รวมถึงผู้ที่เลือกซื้อทองรูปพรรณเป็นของขวัญหรือทรัพย์สินสะสม
ตามหน่วยน้ำหนักทองคำที่ใช้ในประเทศไทย ทองคำหนึ่งบาทน้ำหนักเท่ากับสี่สลึง
ทองคำแท่งหนึ่งบาทมีน้ำหนักประมาณ 15.244 กรัม ดังนั้นทองคำแท่งหนึ่งสลึงจึงมีน้ำหนักประมาณ 3.811 กรัม ส่วนทองรูปพรรณหนึ่งบาทมีน้ำหนักมาตรฐานประมาณ 15.16 กรัม ซึ่งแตกต่างจากทองคำแท่งเล็กน้อย
หากนำราคาขายออกทองคำแท่งบาทละ 66,450 บาท ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 มาคำนวณตามสัดส่วนน้ำหนักหนึ่งในสี่ จะได้มูลค่าอ้างอิงของทองคำแท่งหนึ่งสลึงที่ 16,612.50 บาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณตามสัดส่วน ไม่ใช่ราคาขายปลีกที่ยืนยันได้สำหรับทองคำหนึ่งสลึงทุกรูปแบบ
ในทางปฏิบัติ ราคาที่ผู้ซื้อชำระอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ขนาดทองคำ ต้นทุนการผลิต และเงื่อนไขของร้านค้า โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่มีค่ากำเหน็จเพิ่มเติม
ผู้ที่ต้องการซื้อทองคำหนึ่งสลึงจึงควรตรวจสอบราคาขายจริงจากร้านทอง แทนการนำราคาทองคำหนึ่งบาทมาหารสี่แล้วถือว่าเป็นจำนวนเงินสุทธิที่ต้องจ่าย
ทำไมทองคำยังได้รับความสนใจในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ทองคำมักได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีตลาดซื้อขายทั่วโลก และมูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามความกังวลของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ความต้องการซื้อของธนาคารกลาง และทิศทางเศรษฐกิจโลก
เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับสูงขึ้น การถือครองสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยอาจมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับทองคำซึ่งไม่สร้างกระแสเงินสดหรือจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือครอง ปัจจัยดังกล่าวจึงอาจกดดันราคาทองคำได้
ในทางกลับกัน ความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลง หรือความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน อาจเพิ่มความต้องการถือครองทองคำในบางช่วงเวลา
ถึงกระนั้น การได้รับการยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าทองคำจะรักษามูลค่าได้ในทุกสถานการณ์ ราคายังคงปรับลดลงได้จากแรงขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หรือการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของนักลงทุน
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของความผันผวนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในตลาดการเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของครัวเรือนโดยตรง
ราคาที่เปลี่ยนไปอาจมีผลต่อมูลค่าเงินออมในรูปทองคำ งบประมาณสำหรับซื้อของขวัญในโอกาสสำคัญ หรือจำนวนเงินที่ครอบครัวจะได้รับเมื่อต้องนำทองคำออกมาขาย
ความใกล้ชิดระหว่างทองคำกับชีวิตประจำวันจึงทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำเป็นเรื่องที่คนไทยติดตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุน ผู้ซื้อเครื่องประดับ หรือครอบครัวที่เก็บทองคำไว้เป็นทรัพย์สินสำรอง
ก่อนซื้อทองคำ ควรมองให้ไกลกว่าราคาวันนี้
สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อทองคำ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงในวันพรุ่งนี้ แต่ควรเริ่มจากการพิจารณาว่าต้องการถือครองทองคำเพื่อวัตถุประสงค์ใด
ผู้ที่ซื้อทองรูปพรรณเพื่อสวมใส่หรือใช้ในพิธีสำคัญ ย่อมมีความต้องการแตกต่างจากผู้ที่ซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุน เช่นเดียวกับครอบครัวที่เก็บทองคำไว้เป็นเงินสำรอง ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสะดวกในการขายและจำนวนเงินที่จะได้รับคืนเมื่อต้องใช้จ่าย
ไม่ว่าจะซื้อทองคำด้วยเหตุผลใด สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือราคาซื้อขาย ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาการถือครอง และความสามารถในการรับความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน
ราคาทองคำแท่งบาทละ 66,450 บาท ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าตัวเลขที่ปรากฏบนป้ายหน้าร้านทอง เพราะเบื้องหลังราคาดังกล่าวมีทั้งความเคลื่อนไหวของตลาดโลก ค่าเงินบาท และต้นทุนที่อาจส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินของผู้ถือครอง
สำหรับคนไทย ทองคำอาจยังคงเป็นทั้งเครื่องประดับ มรดก และทรัพย์สินสำรองของครอบครัวต่อไป แต่ความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนานไม่อาจทดแทนความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงได้
ท้ายที่สุด คุณค่าของทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาซื้อขายในวันใดวันหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากยังอยู่ที่บทบาทของมันในชีวิตผู้ถือครอง ส่วนการจะรักษามูลค่าของทรัพย์สินนั้นไว้ได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับทั้งภาวะตลาด ต้นทุน และการตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา
แหล่งข้อมูล: สมาคมค้าทองคำ (Gold Traders Association) ข้อมูลราคาทองคำและบันทึกการประกาศราคาระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม 2569 https://newgta.goldtraders.or.th/dailyprices_print
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก