การทูตสิ่งแวดล้อมบนเส้นขนาน: ตาลีบันคืนเวทีโลกรอบสอง ท่ามกลางโจทย์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสหประชาชาติ
การเปิดทางให้ผู้แทนจากคาบูลเข้าร่วมประชุมภูมิอากาศโลกที่ตุรกี สะท้อนรอยแยกระหว่างหลักสิทธิมนุษยชนกับภัยพิบัติที่ไม่รอการรับรองสถานะ

บนเวทีระหว่างประเทศ มีเส้นแบ่งชัดเจนเสมอระหว่างความชอบธรรมทางการทูตกับความจริงทางภูมิศาสตร์ สหประชาชาติและชาติตะวันตกอาจไม่ยอมรับระบอบการปกครองของกลุ่มตาลีบันอย่างเป็นทางการ อันเนื่องมาจากการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสตรีอย่างรุนแรง ทว่าภัยแล้งและอุทกภัยไม่เคยรอคอยมติรับรองสถานะจากคณะมนตรีความมั่นคง
ความย้อนแย้งนี้ปรากฏชัดอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลตาลีบันแห่งอัฟกานิสถานได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือการประชุมสมัชชาภาคี (Conference of the Parties) ในฐานะผู้สังเกตการณ์ โดยมีกำหนดจัดขึ้นที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ทั้งนี้ ทางการตุรกีและเจ้าหน้าที่ในกรุงคาบูลยืนยันข้อมูลตรงกันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตามรายงานของสำนักข่าว Associated Press จากกรุงอิสลามาบัด
นี่นับเป็นการเข้าร่วมการประชุมระดับโลกเป็นครั้งที่สองของกลุ่มตาลีบัน นับตั้งแต่หวนคืนสู่อำนาจการปกครองในปี ค.ศ. 2021 แม้ว่ารัฐสมาชิกส่วนใหญ่ของสหประชาชาติจะยังคงปิดประตูความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม
ความจำเป็นทางกายภาพกับกำแพงสิทธิมนุษยชน
สำหรับอัฟกานิสถาน วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นนโยบายทางเลือก แต่เป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด ประเทศเผชิญภัยแล้งยาวนานสลับเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหนัก ทว่าการที่รัฐบาลตาลีบันถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก ทำให้ช่องทางเข้าถึงกลไกช่วยเหลือและกองทุนสนับสนุนระหว่างประเทศถูกตัดขาดไปโดยปริยาย
ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แสดงความกังวลว่า การเชิญผู้แทนตาลีบันร่วมเวตีนานาชาติ ไม่ว่าจะในฐานะผู้สังเกตการณ์หรือระดับใด เสี่ยงกลายเป็นการรับรองอำนาจปกครองโดยพฤตินัย และอาจถูกนำไปฟอกความชอบธรรมให้ระบอบที่กดขี่พลเมือง โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิสตรีในทุกมิติ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษยธรรมชี้ว่า การตัดอัฟกานิสถานออกจากโต๊ะเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ เท่ากับเป็นการลงโทษประชาชนกลุ่มเปราะบางที่สุด ซึ่งต้องแบกรับผลพวงจากความแปรปรวนของธรรมชาติโดยไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง
รอยเลื่อนระหว่างการเมืองและนโยบายโลก
ความพยายามของตาลีบันในการแสวงหาพื้นที่บนเวทีโลกดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นิตยสาร The Diplomat เคยประเมินถึงการปรับตัวของเครือข่ายอำนาจในคาบูล ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทสู่การบริหารอำนาจรัฐเต็มตัว การเดินทางไปร่วมเวทีที่อันตัลยาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม หากเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลคาบูลกำลังใช้ประเด็นทางเทคนิคและวิกฤตธรรมชาติเป็นสะพานเชื่อมสู่เวทีระหว่างประเทศ
การประชุมที่ตุรกีกำลังทดสอบขีดจำกัดของระบบพหุภาคีอย่างตรงไปตรงมา นโยบายที่ร่างขึ้นในห้องประชุมปรับอากาศกำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการแบ่งขั้วอุดมการณ์ ทว่าการประนีประนอมเพื่อเปิดพื้นที่เจรจาก็สุ่มเสี่ยงบั่นทอนหลักการสิทธิมนุษยชนที่นานาชาติยึดถือ
ตราบใดที่ประชาคมโลกยังหาจุดบรรจบระหว่างข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชนกับความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือภัยธรรมชาติไม่ได้ คำถามที่ว่าเวทีระดับโลกจะแยกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมออกจากการเมืองได้จริงหรือไม่ จึงยังคงเป็นโจทย์ค้างคาที่ไม่มีคำตอบง่ายสำหรับทุกฝ่าย
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก