Skip to content
ธุรกิจและสังคมแปซิฟิก มุมมอง

คอนเทนต์ท้าทายความปลอดภัย เมื่อหนุ่มสิงคโปร์แปะมือถือกับรถเมล์ SBS Transit แล้วอ้างไม่ผิดกฎหมาย

กรณีนำเทปกาวติดสมาร์ตโฟนบนตัวรถโดยสารสาธารณะ สะท้อนช่องว่างการคุมเข้มความปลอดภัยบนท้องถนนในยุคคลิปไวรัล

โดย Somchai Preechawitหัวหน้าสำนักข่าวกรุงเทพฯอ่าน 3 นาที0
แชร์
SBS Transit Alexander Dennis 3-Door Enviro E500MMC (Facelift)
Jeriel Lim / BY-SA via Openverse

ระบบขนส่งมวลชนสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยและการเดินทางของผู้คน ไม่ใช่เวทีทดลองความเสี่ยงส่วนบุคคล หลังปรากฏคลิปวิดีโอ (VIDEO) ชายในสิงคโปร์ (Singapore) นำเทปกาวติดโทรศัพท์มือถือแบรนด์ Nothing เข้ากับตัวถังรถโดยสารประจำทางของบริษัท SBS Transit จนเกิดเสียงวิจารณ์สนั่นเรื่องความปลอดภัย ทว่าเจ้าตัวกลับยืนกรานว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ผิดกฎหมายแม้แต่น้อย พร้อมระบุว่าภาพทั้งหมดถ่ายทำจากรถจักรยานยนต์อีกคันที่ขี่ประกบตามไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญ ตั้งแต่ย่านจาลันกายู (Jalan Kayu) ไปจนถึงทางด่วน PIE ซึ่งเป็นโครงข่ายจราจรที่มีรถสัญจรหนาแน่น แม้ผู้ก่อเหตุจะมองว่าเป็นเพียงการถ่ายวิดีโอทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติ อุปกรณ์ใดก็ตามที่ถูกนำไปติดไว้นอกตัวรถโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีความเสี่ยงหลุดร่วงสู่ผิวจราจรได้ทุกเมื่อ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายมาตรการกำกับดูแลของทั้งรัฐและผู้ให้บริการเดินรถ

ชั่งน้ำหนักความเสี่ยงบนถนนความเร็วสูง

การนำสิ่งของไปติดไว้กับรถเมล์ SBS Transit ที่แล่นด้วยความเร็วบนทางด่วน PIE ไม่ใช่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ หากเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางกายภาพล้วนๆ เพราะทั้งแรงลมและการสั่นสะเทือนตลอดเส้นทางอาจทำให้กาวเสื่อมสภาพ หากโทรศัพท์หรือเทปหลุดกระเด็นใส่รถคันหลัง โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผลกระทบอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง รายงานจากสื่อหลายสำนัก ทั้ง The Straits Times, The Business Times, CNA, Malay Mail และ The Star สะท้อนถึงสถิติและผลกระทบที่เกี่ยวข้อง โดยระบุถึงตัวเลขอัตราความเสี่ยง 0.3% รวมถึงมูลค่าความรับผิดชอบและความเสียหายเชิงระบบที่อาจแตะระดับ USD 32,000

ยิ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่าใช้มอเตอร์ไซค์อีกคันขี่ประกบถ่ายคลิป ยิ่งตอกย้ำอันตรายบนท้องถนน เพราะการขี่ตามถ่ายรถเมล์ขนาดใหญ่ในระยะประชิดย่อมรบกวนสมาธิและกีดขวางผู้ร่วมทางคนอื่น แม้ฝ่ายผู้ก่อเหตุจะพยายามอ้างว่าไม่มีกฎหมายข้อใดระบุห้ามชัดเจน แต่สำหรับผู้ดูแลระบบขนส่ง การปล่อยให้พฤติกรรมนี้ผ่านไปโดยไม่ดำเนินการ ย่อมบั่นทอนมาตรฐานความปลอดภัยที่สิงคโปร์เคร่งครัดมาตลอด

ทางแยกของมาตรการคุมเข้มกับพื้นที่สาธารณะ

ข้อถกเถียงนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การกระทำของบุคคล ทว่าโยงไปถึงคำถามเชิงหลักการว่า ใครคือผู้กำหนดขอบเขตความปลอดภัยระหว่างพื้นที่สาธารณะกับทรัพย์สินของเอกชนที่ให้บริการขนส่งมวลชน เมื่อรถโดยสารของ SBS Transit วิ่งบนถนนหลวง ตัวรถย่อมทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ การดัดแปลงหรือติดตั้งสิ่งของใดๆ จึงไม่อาจอ้างสิทธิ์ส่วนตัวได้ตามใจชอบ

สิ่งสำคัญในเวลานี้คือ ท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลคมนาคมว่าจะบังคับใช้กฎระเบียบอย่างไร จะมองเป็นเพียงเรื่องลหุโทษ หรือยกระดับเป็นพฤติกรรมที่อาจก่ออันตรายแก่สาธารณะ หากยังไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน ช่องโหว่จากการนำโครงสร้างพื้นฐานไปเป็นฉากหลังสร้างคอนเทนต์เสี่ยงภัยเช่นนี้ จะยังคงทิ้งภาระและความเสี่ยงไว้ให้ผู้ใช้ทางคนอื่นต้องแบกรับต่อไป

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก