ไฟป่าบอร์เนียว: ธุรกิจเกษตรกับสัมปทานที่ดิน จุดชนวนปัญหาข้ามภูมิภาค
สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงในบอร์เนียว ซึ่งนักเคลื่อนไหวชนพื้นเมืองชี้ว่าเกิดจากกิจการบริษัท สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ชุมชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ

สิงคโปร์
ไฟป่าในกาลิมันตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะบอร์เนียวในอินโดนีเซีย ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วประมาณ 48,000 เฮกตาร์ ไคนัน เตการ์ นักเคลื่อนไหวและผู้สร้างภาพยนตร์ชาวชนพื้นเมือง ยืนยันว่าไฟป่าเหล่านี้เป็นการกระทำโดยเจตนาของบริษัทเกษตรกรรม ข้อประเมินนี้สอดคล้องกับรูปแบบที่เกิดขึ้นในอดีต นับตั้งแต่ยุคระเบียบใหม่ของอินโดนีเซียในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งมีการอนุมัติสัมปทานที่ดินให้แก่บริษัทจำนวนมาก
ขณะที่จุดสนใจหลักในเวลานี้อยู่ที่อินโดนีเซีย แต่พลวัตเบื้องหลังของนโยบายสัมปทานที่ดินและผลกระทบต่อชุมชนชนพื้นเมืองนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาถูกกล่าวหาว่าปฏิเสธการให้ความยุติธรรมแก่ชนพื้นเมืองในเอเชีย ซึ่ง The Jakarta Post รายงานในปี 2026 สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัญหาระดับระบบ ไม่ใช่เพียงการกระทำของบริษัทเอกชนบางแห่งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
สถานการณ์ในกาลิมันตัน ซึ่งมีการให้เช่าที่ดินมานานหลายสิบปี แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยืดเยื้อระหว่างการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรกับการถือครองที่ดินตามประเพณี ไคนัน เตการ์ ชี้ชัดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเชื่อมโยงกับกระบวนการที่เริ่มต้นจากสัมปทานในอดีต ขนาดของพื้นที่ถูกไฟไหม้ 48,000 เฮกตาร์ ยิ่งตอกย้ำถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากนโยบายดังกล่าว
สำหรับประเทศไทย กรณีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบที่สำคัญ แม้บริบทจะแตกต่างกัน ไทยก็เผชิญความท้าทายเกี่ยวกับการใช้ที่ดินและการมีส่วนร่วมของชุมชนชนพื้นเมือง The Japan Times รายงานในปี 2026 ถึงนักดับเพลิงชนพื้นเมืองในไทยที่ใช้เทคโนโลยีช่วยปกป้องป่า ซึ่งแสดงให้เห็นบทบาทเชิงรุกของชุมชนเหล่านี้ในการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมักเป็นพื้นที่ที่เปราะบางต่อแรงกดดันที่คล้ายคลึงกัน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ยังเคยเน้นย้ำว่าผู้นำเยาวชนชนพื้นเมืองใช้เทคโนโลยีเชื่อมช่องว่างดิจิทัลเพื่อความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2025 สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื้อรังของสัมปทานที่ดิน และธรรมชาติของการเกิดไฟป่าโดยเจตนาตามที่เตการ์กล่าวอ้าง ทำให้เกิดความท้าทายที่ยากจะแก้ไข นี่ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนให้เกิดการทำลายระบบนิเวศ สิ่งนี้หมายความว่ากรอบกฎหมายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนากับการปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นไม่สามารถป้องกันผลลัพธ์ดังกล่าวได้
ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงกลไกเฉพาะที่บริษัทอาจใช้ในการจุดไฟตามที่ไคนัน เตการ์กล่าวอ้าง แต่ขนาดและความถี่ของเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งย้อนรอยไปถึงทศวรรษ 1970 ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ฝังรากลึก การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องพิจารณาว่ากฎระเบียบที่มีอยู่เกี่ยวกับการใช้ที่ดินและความรับผิดชอบขององค์กรถูกบังคับใช้อย่างไร และกฎระเบียบเหล่านั้นเพียงพอที่จะปกป้องสิทธิและที่ดินของชุมชนชนพื้นเมืองเมื่อเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหรือไม่
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก