ญี่ปุ่นดึงสตาร์ตอัปเข้าประเทศได้ แต่คำถามใหญ่คือจะรักษาไว้ได้จริงหรือ
เงินทุนเริ่มสะพัดและเปิดรับโอกาสใหม่ ทว่าวัฒนธรรมตลาดทุนที่กลัวความเสี่ยงยังบีบให้ธุรกิจดาวรุ่งต้องดิ้นรนออกไปโตนอกประเทศ

สิงคโปร์
เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เคยถูกมองว่าปิดทึบและพึ่งพาแต่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ กำลังขยับตัวระลอกใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเร่งสร้างบรรยากาศนวัตกรรมเพื่อดึงดูดสตาร์ตอัปจากทั่วทุกมุมโลก ทว่าคำถามสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องความสามารถในการเชื้อเชิญผู้ประกอบการ หากอยู่ที่ว่าญี่ปุ่นจะรั้งธุรกิจดาวรุ่งเหล่านี้ให้อยู่รอดและเติบโตในประเทศได้นานเพียงใด
สัญญาณบวกเริ่มปรากฏชัดนอกกรุงโตเกียว รายงานจาก Nikkei Asia ระบุว่าเมืองในภูมิภาคหลายแห่งเร่งพัฒนาตนเองขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเพื่อรองรับทั้งสตาร์ตอัปต่างชาติและบริษัทไอทีในพื้นที่ การกระจายแรงขับเคลื่อนออกสู่หัวเมืองสะท้อนว่า ญี่ปุ่นกำลังพยายามวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน วิกฤตโครงสร้างประชากรสูงวัยกลับเปิดทางให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ โดย The Japan Times ชี้ว่า สตาร์ตอัปจำนวนหนึ่งมองเห็นโอกาสจากปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีบริการสุขภาพ ระบบอำนวยความสะดวก หรือการนำระบบอัตโนมัติมาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน สภาพสังคมบีบให้ญี่ปุ่นกลายเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมไปโดยปริยาย
เม็ดเงินเริ่มไหลเข้า แต่ยังติดหล่มการต่อยอด
ด้านการระดมทุนก็เริ่มเห็นการขยับตัวครั้งสำคัญ Bloomberg รายงานว่า สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์รายหนึ่งสามารถระดมทุนจากกลุ่มทุนยานยนต์ชั้นนำ จนดันมูลค่าประเมินบริษัทพุ่งแตะ 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นกำลังเชื่อมความเชี่ยวชาญเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเร่งเครื่องแข่งขันในเวทีโลก
ถึงกระนั้น ภาพการเติบโตนี้ยังไม่อาจลบล้างอุปสรรคที่หยั่งรากลึกได้ทั้งหมด ตลาดทุนในญี่ปุ่นยังระมัดระวังตัวสูง กองทุนร่วมลงทุนและสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินกับการประเมินมูลค่าธุรกิจสายเทคโนโลยีที่เติบโตก้าวกระโดดแต่ยังไม่มีกำไรระยะสั้น บรรยากาศเช่นนี้กลายเป็นแรงกดดันที่บีบให้สตาร์ตอัปจำนวนไม่น้อยต้องมองหาทางออกอื่น
กำแพงตลาดทุนที่ผลักธุรกิจออกนอกประเทศ
ความย้อนแย้งนี้ยิ่งเด่นชัดเมื่อรายงานของ Bloomberg ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศกลายเป็นทางเลือกหลักที่สตาร์ตอัปญี่ปุ่นใช้หลีกเลี่ยงตลาดทุนในประเทศที่รังเกียจความเสี่ยง ธุรกิจที่มีศักยภาพสูงจึงจำใจต้องย้ายไปจดทะเบียนหรือระดมทุนก้อนใหญ่ในต่างแดน เพื่อเข้าถึงเม็ดเงินและกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมรับความผันผวนของธุรกิจนวัตกรรมได้ดีกว่า
โจทย์ของญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องความกระตือรือร้นของรัฐบาลหรือฝีมือของผู้ประกอบการ หากแต่เป็นช่องว่างระหว่างการดึงคนเก่งเข้ามา กับศักยภาพของตลาดทุนในประเทศที่จะโอบอุ้มให้ธุรกิจเติบโตสู่ระดับสากล แม้ญี่ปุ่นจะสร้างแรงจูงใจและเปิดพื้นที่ทดลองได้น่าสนใจ แต่ตราบใดที่โครงสร้างการเงินและวัฒนธรรมการลงทุนยังกลัวความล้มเหลว คำถามว่าญี่ปุ่นจะรักษาเพชรเม็ดงามเหล่านี้ไว้ได้หรือไม่ ก็จะยังคงไร้คำตอบต่อไป
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก