MSCI ขู่ลดชั้นหุ้นอินโดนีเซีย ปราโบโวโต้กลับ ชี้จงใจข่มขู่ หลังตลาดดิ่งประวัติศาสตร์
เมื่อคำเตือนเรื่องสถานะตลาดจุดชนวนเทขายครั้งประวัติศาสตร์ ท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำอาจยิ่งผลักให้นักลงทุนสถาบันถอยห่าง

สิงคโปร์
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังสถาบันจัดทำดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI ส่งสัญญาณเตือนว่ากำลังพิจารณาลดชั้นตลาดหุ้นอินโดนีเซียลงสู่สถานะตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ "standalone"
คำเตือนดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดแรงเทขายระลอกใหญ่จนสร้างสถิติดิ่งลงรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ความตื่นตระหนกนี้สะท้อนกลไกการลงทุนของสถาบันการเงินระดับสากลอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากถูกลดชั้นสู่กลุ่ม standalone กองทุนดัชนีและกองทุนบำนาญทั่วโลกที่มีนโยบายลงทุนเฉพาะตลาดเกิดใหม่ จำเป็นต้องตัดขายหุ้นทิ้งทันทีตามเกณฑ์บริหารความเสี่ยง นี่จึงไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรี แต่เป็นเม็ดเงินมหาศาลที่ผูกโยงกับมาตรฐานสากล
สัญญาณเตือนกับท่าทีตอบโต้จากทำเนียบประธานาธิบดี
ทว่าท่าทีจากฝ่ายบริหารกลับสวนทางกับความกังวลของตลาด ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) แสดงท่าทีแข็งกร้าวขณะประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี (Cabinet) เมื่อวันพุธ (Wednesday) โดยกล่าวหาว่าสถาบันจัดทำดัชนีจงใจข่มขู่ประเทศ
"The MSCI... intended to intimidate us," — ปราโบโว
คำพูดของปราโบโวมุ่งสื่อสารเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ แต่ในมุมของตลาดทุน การตอบโต้เช่นนี้กลับส่งผลตรงกันข้าม การปัดตกข้อกังวลของ MSCI ไม่ได้ช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวล แต่ยิ่งเพิ่มเบี้ยความเสี่ยงเชิงนโยบายเข้าไปในสายตาของกองทุนต่างชาติ เมื่อเดือนมกราคม (Jan) ค.ศ. 2025 (2025) ณ ทำเนียบประธานาธิบดี (Presidential Palace) ในเมืองโบกอร์ (Bogor) ภาพถ่ายโดย อาเจ็ง ดีนาร์ อุลเฟียนา (Ajeng Dinar Ulfiana) เคยบันทึกภาพปราโบโวในฐานะผู้นำที่พร้อมเปิดรับบทบาทในเวทีโลก ทว่าวิกฤตความเชื่อมั่นรอบนี้กำลังทดสอบแนวทางดังกล่าวอย่างหนักหน่วง
เงินทุนจะไหลไปที่ใด และใครต้องแบกรับต้นทุน
คำถามสำคัญไม่ใช่เรื่องวาทกรรมทางการเมือง แต่คือใครบ้างที่จะถูกบีบให้ออกจากตลาด และเม็ดเงินเหล่านี้จะไหลไปทางไหน
กลุ่มแรกที่ต้องถอนตัวคือบรรดากองทุนพาสซีฟระดับโลกที่จัดสรรพอร์ตตามดัชนีอ้างอิง หากอินโดนีเซียหลุดจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ สภาพคล่องจากต่างชาติจะเหือดแห้งลงทันที เงินทุนก้อนนี้จะไม่รอผลการเจรจา แต่จะไหลกลับไปยังตลาดที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนและเข้าถึงง่ายกว่า เช่น สหรัฐฯ (United States) หรือตลาดเกิดใหม่อื่นที่มีเสถียรภาพมากกว่า
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุดคือภาคเอกชนและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศ มูลค่าทางเศรษฐกิจระดับ USD 1500000000000 ของอินโดนีเซีย ย่อมเผชิญต้นทุนทางการเงินที่ขยับสูงขึ้น บริษัทต่างๆ ต้องกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นตามความเสี่ยง ส่วนการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นก็ต้องชะลอตัวลง
จุดชี้ขาดในเวลานี้คือช่องว่างระหว่างเสียงแข็งของฝ่ายการเมืองกับความเป็นจริงในตลาดทุนโลก การตอบโต้ว่าถูกต่างชาติตีกรอบอาจเรียกกระแสสนับสนุนในประเทศได้ แต่ไม่อาจเปลี่ยนเกณฑ์ตัดสินใจของนักลงทุน อนาคตของตลาดหุ้นอินโดนีเซียจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับถ้อยแถลงที่ดุดัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเร่งแก้ปัญหาและปรับปรุงมาตรฐานตามที่ดัชนีสากลทักท้วงได้ทันท่วงทีหรือไม่
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก