จากเนอสเซอรีสู่แรงงานโรงแรม: ภาพสะท้อนญี่ปุ่น-อินโดนีเซียพึ่งพากันข้ามพรมแดน
เมื่อธุรกิจดูแลเด็กญี่ปุ่นอย่าง Like บุกจับครอบครัวมีฐานะ สวนทางกับการดึงแรงงานอินโดนีเซียไปพยุงภาคบริการในญี่ปุ่น

สิงคโปร์
เมื่อสังคมญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง ธุรกิจดูแลเด็กและสถานศึกษาปฐมวัยที่เคยเติบโตในประเทศจึงต้องปรับทิศทางเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่นอกพรมแดน ขณะที่ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซียกลับมีสัดส่วนคนหนุ่มสาวและครอบครัวรุ่นใหม่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างทางโครงสร้างประชากรนี้ไม่ได้สร้างเพียงโจทย์ท้าทาย แต่ยังเปิดทางสู่การปรับตัวทางธุรกิจระลอกใหม่
ตามรายงานของ Nikkei Asia บริษัท Like ผู้ประกอบการโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็กจากญี่ปุ่น ตัดสินใจรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มครอบครัวที่มีฐานะ ความเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการญี่ปุ่นไม่ได้มองอาเซียนเป็นเพียงฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่มองเห็นกำลังซื้อของกลุ่มชนชั้นนำที่พร้อมจ่ายให้กับระบบบริการและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
ธุรกิจปฐมวัยญี่ปุ่นเจาะกลุ่มชนชั้นนำอาเซียน
การตัดสินใจของ Like ในการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กในอินโดนีเซีย เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะบีบคั้นของตลาดในญี่ปุ่นเอง เมื่ออัตราการเกิดชะลอตัวลงต่อเนื่อง ธุรกิจดูแลเด็กจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือจำนวนเด็กในชุมชนได้เหมือนเดิม การนำประสบการณ์ การบริหารจัดการ และมาตรฐานการดูแลเด็กแบบญี่ปุ่นไปปรับใช้ในต่างประเทศ จึงกลายเป็นทางออกทางยุทธศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีกลุ่มครอบครัวฐานะดีเพิ่มขึ้นและต้องการบริการดูแลเด็กที่ได้มาตรฐานระดับสากล การก้าวเข้ามาของ Like จึงเป็นการนำรูปแบบบริการคุณภาพสูงมาตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม ซึ่งพร้อมแบกรับค่าบริการระดับพรีเมียม แม้การขยายตัวนี้จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่น แต่ในภาพรวมระดับภูมิภาค ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับสะท้อนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ความเชื่อมโยงสองทางของบริการและแรงงาน
สิ่งที่น่าจับตาคือ การขยับตัวของ Like ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของการพึ่งพาระหว่างสองระบบเศรษฐกิจ ดังที่ Nikkei Asia เคยรายงานถึงกรณีของ ECC ผู้ประกอบการโรงเรียนในญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินโครงการนำนักศึกษาฝึกงานชาวอินโดนีเซียเข้ามาทำงานในธุรกิจโรงแรมของญี่ปุ่น
ภาพที่ปรากฏจึงเป็นความสัมพันธ์สองทางที่น่าสนใจ ด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นส่งออกแบรนด์และระบบบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยระดับบนผ่านบริษัทอย่าง Like เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตครอบครัวมีอันจะกินในอินโดนีเซีย แต่อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นกลับต้องพึ่งพาแรงงานรุ่นใหม่จากอินโดนีเซียผ่านโครงการของ ECC เพื่อเข้ามาอุดช่องว่างในภาคบริการและการท่องเที่ยวที่กำลังขาดแคลนคนทำงานอย่างหนัก
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังขยับเข้าสู่มิติของบริการในชีวิตประจำวัน ญี่ปุ่นส่งออกระบบการศึกษาและการดูแลเด็ก แต่ต้องนำเข้าแรงงานภาคบริการ ขณะที่อินโดนีเซียเปิดรับมาตรฐานการดูแลเด็กระดับสูงสำหรับชนชั้นนำ พร้อมกับส่งแรงงานหนุ่มสาวออกไปรองรับระบบบริการในญี่ปุ่น
คำถามสำคัญคือ ความสมดุลในรูปแบบนี้จะดำเนินไปได้ไกลเพียงใด การขยายธุรกิจเพื่อจับกลุ่มลูกค้าระดับบนในต่างแดนอาจช่วยให้ธุรกิจญี่ปุ่นรักษาการเติบโตได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาประชากรลดลงในประเทศ ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนที่ฝ่ายหนึ่งส่งออกโมเดลบริการราคาแพง ส่วนอีกฝ่ายส่งออกแรงงาน ก็ยังคงตอกย้ำช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสองสังคมที่ยังหาจุดบรรจบไม่ได้
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก