เบลีซเบนเข็มสู่ทะเลลึก เดินหน้าคุ้มครองน่านน้ำแตะร้อยละ 30 ปลดล็อกเงื่อนไขบลูบอนด์
การขยายเขตคุ้มครองสู่ทะเลเปิดช่วยเลี่ยงผลกระทบต่อเรือประมงชายฝั่ง แต่ยังทิ้งโจทย์ใหญ่เรื่องความสามารถในการลาดตระเวนและประสิทธิผลการคุ้มครองจริง

เบลีซ (Belize) เดินหน้าผลักดันแผนจัดการพื้นที่ทางทะเลฉบับใหม่ที่ยื่นเสนอเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเร่งขยายการคุ้มครองน่านน้ำให้ครบตามเป้าหมายร้อยละ 30 แผนดังกล่าวเสนอให้ประกาศเขตคุ้มครองทางทะเล (MPA) ในน่านน้ำลึกนอกชายฝั่ง เพื่อพาประเทศบรรลุหมุดหมายที่หกตามข้อตกลงพันธบัตรสีน้ำเงิน หรือ Blue Bond ซึ่งผูกโยงการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ากับเงื่อนไขทางการเงินระหว่างประเทศ
การขยับเป้าหมายออกสู่น่านน้ำห่างฝั่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เจ้าหน้าที่ระบุว่า แนวทางนี้ช่วยตอบโจทย์สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการปกป้องโครงสร้างธรณีวิทยาและระบบนิเวศใต้ทะเลลึกที่ไม่เคยได้รับการดูแลอย่างจริงจัง อีกด้านหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อแหล่งประมงชายฝั่ง ซึ่งชาวบ้านและเรือประมงพื้นบ้านยังต้องพึ่งพาทำกินทุกวัน
ทางออกกลางทะเลลึกกับโจทย์ชาวประมงชายฝั่ง
ในทางปฏิบัติ กฎเกณฑ์ทางทะเลจะใช้ได้ผลจริงก็ต่อเมื่อสอดรับกับวิถีชีวิตและการเดินเรือจริงในพื้นที่ หากรัฐบาลลากเส้นกำหนดเขต MPA ทับซ้อนบริเวณชายฝั่ง ข้อจำกัดใหม่จะกระทบวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านทันที และสุ่มเสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งในสังคม การผลักพื้นที่อนุรักษ์ออกไปสู่ทะเลลึกจึงกลายเป็นการชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ที่ช่วยลดแรงต้านในประเทศได้อย่างชัดเจน
Samir Rosado ตัวแทนจาก Coastal Zone Management Authority and Institute (CZMAI) ซึ่งเป็นผู้นำร่างแผนดังกล่าว อธิบายว่า การเลือกพื้นที่นอกชายฝั่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งเขตคุ้มครองทางทะเลของเบลีซ (Belize’s MPA) ที่วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า
"These criteria contain social as well as ecological considerations for the identification of the areas,"
คำอธิบายของ Rosado ชี้ให้เห็นว่า การกำหนดแนวเขตไม่ได้มองแค่มิติทางชีวภาพใต้น้ำ แต่ยังคำนึงถึงบริบททางสังคมควบคู่กัน ซึ่งในความเป็นจริง มิติทางสังคมดังกล่าวคือการหลีกเลี่ยงพื้นที่ทำกินหลักของชาวบ้าน เพื่อให้นโยบายเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ถูกคัดค้านจากชุมชน
พันธบัตรสีน้ำเงินกับภาระตรวจการณ์จริง
ทว่าเมื่อมองถึงการบังคับใช้กฎหมาย การมุ่งเป้าสู่ทะเลลึกกลับสะท้อนประเด็นที่น่าจับตา การประกาศเขตคุ้มครองทางทะเล (MPAs) ในทะเลลึกช่วยผลักดันตัวเลขพื้นที่คุ้มครองให้แตะร้อยละ 30 บนหน้ากระดาษได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังตอบโจทย์ข้อตกลง Blue Bond ได้ทันกำหนด แต่พื้นที่ห่างฝั่งเหล่านี้กลับเป็นบริเวณที่กองเรือท้องถิ่นแทบไม่เคยออกไปใช้ประโยชน์อยู่แล้วตั้งแต่แรก
การขีดเส้นคุ้มครองในน่านน้ำที่ปราศจากกิจกรรมการเดินเรือหนาแน่น อาจดูเหมือนชัยชนะทางนโยบายที่ราบรื่น ทว่าภาระแท้จริงตกอยู่กับการบริหารจัดการทางทะเล เพราะทะเลเปิดต้องพึ่งพาเรือตรวจการณ์สมรรถนะสูง เชื้อเพลิงจำนวนมาก และระบบติดตามที่ซับซ้อนกว่าเขตชายฝั่ง หากรัฐขาดแคลนทรัพยากรในการออกตรวจการณ์อย่างต่อเนื่อง เส้นแบ่งบนแผนที่ก็อาจเป็นเพียงเส้นสมมติที่ไร้ผลทางปฏิบัติ
การบรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ครั้งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของการประนีประนอมระหว่างเงื่อนไข Blue Bond กับสภาพความเป็นจริงของชาวประมงชายฝั่ง ทว่าคำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบคือ แผนคุ้มครองในทะเลลึกจะปกป้องระบบนิเวศได้จริงเพียงใด หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคเพื่อปลดล็อกพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยทิ้งโจทย์การบังคับใช้กฎหมายในทะเลเปิดไว้เบื้องหลัง
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก