ลม ไม่ใช่คลื่น: การเปลี่ยนแปลงของเม็กซิโกในแปซิฟิกเสนอภาพสำหรับเอเชีย
การยอมรับพลังงานลมตามแนวชายฝั่งเม็กซิโกชี้ให้เห็นถึงรูปแบบที่ลึกซึ้งกว่าแค่นโยบาย.

ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโก ภูมิประเทศที่ถูกกำหนดโดยการเผชิญหน้ากับกระแสน้ำในมหาสมุทรและพายุที่รุนแรงเป็นครั้งคราว พลังงานรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่กระแสน้ำขึ้นลงที่คุ้นเคย แต่เป็นพลังลมที่ถูกควบคุมและคงอยู่ ซึ่งนักวางแผนระดับชาติกำหนดให้เป็นองค์ประกอบสำคัญในอนาคตพลังงานของประเทศ ในขณะที่ขอบฟ้าที่นี่มักชวนให้นึกถึงภาพกองเรือประมงและการอพยพประจำปีของวาฬ กระทรวงพลังงาน (SENER) ของเม็กซิโกได้รายงานวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง: การเพิ่มการผลิตพลังงานลม 80% ภายในปี 2030 โดยตั้งเป้าที่จะบรรลุ 15 กิกะวัตต์
การคาดการณ์นี้ ซึ่งจัดทำขึ้นในเดือนกันยายน 2026 ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่กว้างขึ้น ตามที่ Jorge Islas Samperio รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนและการเปลี่ยนแปลงพลังงานของ SENER แหล่งพลังงานหมุนเวียนคาดว่าจะประกอบด้วยกว่า 74% ของการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ ซึ่งครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ ประเทศคาดการณ์ว่าการผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยรวมจะเติบโตจาก 24.6% ในปี 2025 เป็นมากกว่า 38% ภายในปี 2030 นี่ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขทางคณิตศาสตร์ในตารางคำนวณเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนทิศทางโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนไปสู่การปฏิสัมพันธ์ระดับภูมิภาคในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สำหรับเม็กซิโก ภูมิภาคแปซิฟิกเป็นสถานที่ที่มีทั้งทรัพยากรและความเปราะบางมาช้านาน แนวชายฝั่งของประเทศมีความอ่อนไหวต่อพลังงาน เช่น พายุเฮอริเคนออร์ลีน ซึ่งพัดถล่มในเดือนตุลาคม 2022 ด้วยความเร็วลม 80 ไมล์ต่อชั่วโมง กระนั้น การเคลื่อนที่ของบรรยากาศที่ทรงพลังเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ฟาร์มกังหันลมพยายามจับไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ปราศจากความซับซ้อน; ในขณะที่ World Bank Group ในปี 2017 ได้เน้นย้ำถึงโครงการริเริ่ม เช่น "การเปิดไฟฟ้าให้กับชุมชนห่างไกลในเม็กซิโก" การติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงานลมขนาดใหญ่ก็มาพร้อมกับความท้าทายของตัวเอง ตั้งแต่การใช้ที่ดินไปจนถึงข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับสถานที่อย่างประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กว้างขึ้น วิถีของเม็กซิโกเสนอความคล้ายคลึงที่น่าสนใจ แม้จะไม่สมบูรณ์ ทั้งสองประเทศมีแนวชายฝั่งที่สำคัญและเผชิญกับแรงกดดันสองเท่าจากความต้องการพลังงานและการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทย ซึ่งมักถูกมองผ่านเลนส์ของการท่องเที่ยวชายฝั่งและการส่งออกสินค้าเกษตร ก็มีพื้นที่ที่มีรูปแบบลมคงที่ คำถามสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะสามารถทำซ้ำตัวเลขกิกะวัตต์ที่เม็กซิโกคาดการณ์ไว้ได้หรือไม่ แต่จะรวมความทะเยอทะยานด้านพลังงานหมุนเวียนเข้ากับภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่างไร การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาที่จะเปิดชายฝั่งแคลิฟอร์เนียให้เป็นที่ตั้งของฟาร์มกังหันลมในเดือนตุลาคม 2021 ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้นในการใช้ประโยชน์จากลมทะเล ซึ่งก้าวข้ามจากพื้นที่บนบก
ข้อสังเกตที่สำคัญในที่นี้คือ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ — ฤดูกาลของสถานที่นั้นๆ ลมประจำถิ่น และการพึ่งพาทรัพยากรบางอย่างในอดีต — เป็นสิ่งที่กำหนดเส้นทางที่เป็นจริงที่สุดในท้ายที่สุด นโยบายอาจประกาศเป้าหมาย แต่การมีอยู่ของลมที่ยั่งยืน ไม่ใช่การพุ่งขึ้นเป็นครั้งคราวของตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงกว่า แผนของรัฐบาลเม็กซิโกในการโอบรับพลังงานลมไม่ใช่แค่กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับพลังธรรมชาติที่ยั่งยืน เป็นการประเมินใหม่ว่าชายฝั่งให้อะไรบ้าง จากสถานที่สำหรับการขนส่งหรือการพักผ่อน ไปสู่เขตการผลิตพลังงานที่กระตือรือร้น การนิยามใหม่ของการใช้ประโยชน์จากชายฝั่งนี้ที่สังเกตเห็นได้ทั่วแปซิฟิก ให้มุมมองที่แตกต่างออกไปในการพิจารณาศักยภาพของประเทศไทยเอง ซึ่งกระแสลมที่มองไม่เห็นจะมีความสำคัญพอๆ กับกระแสน้ำในมหาสมุทรที่มองเห็นได้
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก