รับมือพายุ: ธุรกิจทั่วโลกปรับห่วงโซ่อุปทาน สร้างความทนทานต่อสภาพอากาศผันผวน
จากกรุงเทพฯ ถึงบรัสเซลส์ บริษัทต่างๆ กำลังออกแบบระบบโลจิสติกส์และการจัดหาใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้วและการขาดแคลนทรัพยากร มุ่งเน้นความยืดหยุ่นเหนือประสิทธิภาพ

กรุงเทพฯ – เครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนของโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกปรับให้มีประสิทธิภาพแบบ 'ทันเวลาพอดี' และเน้นการลดต้นทุน กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภาวะโลกร้อนไม่ใช่แค่ความเสี่ยงทางทฤษฎีในวาระการประชุมของคณะกรรมการบริหารอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจริงในการดำเนินงานที่รุนแรง บังคับให้ธุรกิจทั่วโลกต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความพร้อมใช้งานของทรัพยากรที่คาดเดาไม่ได้ และภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป
จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในปากีสถานที่จมพื้นที่หนึ่งในสามของประเทศเมื่อปี 2565 ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรและการผลิตสิ่งทอหยุดชะงัก ไปจนถึงภัยแล้งที่ยืดเยื้อทางตะวันตกของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตไมโครชิปเนื่องจากการขาดแคลนน้ำ หลักฐานเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ ยุคของการจัดหาที่มั่นคงและคาดการณ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้บริษัทต่างๆ กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญว่า: เราจะสร้างความยืดหยุ่นได้อย่างไรในเมื่อรากฐานของการค้าโลกกำลังสั่นคลอน?
“โมเดลห่วงโซ่อุปทานแบบเส้นตรงแบบดั้งเดิมเป็นของเก่าไปแล้ว” ดร. อัญชลี ชาร์มา ผู้เชี่ยวชาญด้านความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานจาก Singapore Management University กล่าว “ธุรกิจต่างๆ ตระหนักว่าจุดบกพร่องจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการปิดท่าเรือจากพายุไต้ฝุ่น หรือความเสียหายของพืชผลจากคลื่นความร้อน สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ และสร้างความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ ความจำเป็นในตอนนี้คือการกระจายความเสี่ยง การผลิตในท้องถิ่น และการมองเห็นแบบเรียลไทม์ – ไม่ใช่แค่การประหยัดต้นทุน”
แนวโน้มที่สำคัญประการหนึ่งคือการเปลี่ยนจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวที่มีความเชี่ยวชาญสูง ผู้ผลิตโดยเฉพาะในภาคส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงการระบาดใหญ่ ตอนนี้กำลังแสวงหากลยุทธ์การจัดหาจากหลายภูมิภาคอย่างแข็งขัน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ในยุโรปได้ให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณะว่าจะจัดหาส่วนประกอบสำคัญจากอย่างน้อยสามภูมิภาคที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะต้องมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงขึ้นเล็กน้อยก็ตาม กลยุทธ์ 'ลดความเสี่ยง' นี้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากกว่าราคาต่อหน่วยที่ต่ำที่สุด
ในขณะเดียวกัน แนวคิด 'การย้ายฐานการผลิตเข้าใกล้ตลาด' (nearshoring) หรือ 'การย้ายฐานการผลิตสู่พันธมิตร' (friendshoring) กำลังได้รับความนิยม แทนที่จะพึ่งพาแหล่งผลิตที่ห่างไกลและมักจะมีความผันผวนทางการเมือง บริษัทต่างๆ กำลังนำการผลิตเข้ามาใกล้ตลาดปลายทางมากขึ้น หรือย้ายไปยังประเทศที่มีธรรมาภิบาลที่มั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แม้ว่าต้นทุนแรงงานจะสูงกว่าก็ตาม การเคลื่อนไหวนี้ช่วยลดเวลาและระยะทางในการขนส่ง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศในมหาสมุทร เช่น ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับการขนส่งผ่านคลองสุเอซ หรือการดำเนินงานของท่าเรือฝั่งตะวันตกในช่วงฤดูท่องเที่ยว
การลงทุนในระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และปัญญาประดิษฐ์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน บริษัทต่างๆ กำลังใช้โมเดล AI ที่ซับซ้อนเพื่อพยากรณ์รูปแบบสภาพอากาศ คาดการณ์การขาดแคลนวัตถุดิบ และจำลองผลกระทบของสถานการณ์สภาพภูมิอากาศต่างๆ ต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ของตน ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองเชิงรุกแทนที่จะเป็นเชิงรับ เช่น การจัดเตรียมสินค้าคงคลังในสถานที่ที่ปลอดภัยกว่า หรือการเปลี่ยนเส้นทางการจัดส่งก่อนที่พายุจะเข้า ยกตัวอย่างเช่น Walmart เป็นผู้บุกเบิกในการใช้ข้อมูลเพื่อทำนายเส้นทางพายุเฮอริเคน และปรับระดับสินค้าคงคลังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลายวันล่วงหน้า
“การสร้างความยืดหยุ่นไม่ใช่แค่การป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นการผนวกรวมความยั่งยืนเข้ากับแกนหลักของโมเดลธุรกิจของคุณ”
การขาดแคลนน้ำและพลังงานเป็นความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง อุตสาหกรรมตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงเทคโนโลยีกำลังสำรวจระบบวงจรปิดสำหรับการใช้น้ำ ลงทุนในแหล่งพลังงานหมุนเวียนสำหรับโรงงานของตน และแม้กระทั่งออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อให้ใช้วัตถุดิบน้อยลง แบรนด์เครื่องแต่งกายชั้นนำแห่งหนึ่งซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในยุโรป เพิ่งประกาศการลงทุนครั้งสำคัญในการปลูกฝ้ายแบบฟื้นฟูในอินเดีย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแหล่งเส้นใยที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ปราศจากอุปสรรค ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก การคิดใหม่เกี่ยวกับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างที่ทำมานาน และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมภายในองค์กร ธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักขาดทรัพยากรในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ รัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่กำลังเข้ามาสนับสนุนซัพพลายเออร์ปลายน้ำมากขึ้น โดยตระหนักว่าความแข็งแกร่งของห่วงโซ่นั้นแข็งแกร่งเท่ากับส่วนที่อ่อนแอที่สุดเท่านั้น
เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความสามารถในการปรับตัวมีความสำคัญสูงสุด ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่ธุรกิจที่ถูกที่สุดหรือเร็วที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่สามารถนำทางในกระแสคลื่นที่ปั่นป่วนของโลกที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าและบริการจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของตนเองให้น้อยที่สุด ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตจะดูเหมือนเครือข่ายที่มีการกระจายตัวและแข็งแกร่งมากขึ้น สามารถดูดซับแรงกระแทกและเปลี่ยนเส้นทางอ้อมสิ่งกีดขวางได้ – ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในอนาคตของสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก