Skip to content
เอเชีย-แปซิฟิกแปซิฟิก มุมมอง

สหรัฐฯ หันคุยรัฐบาลเมียนมา ส่งสัญญาณเปลี่ยนนโยบาย

วอชิงตันเจรจาโดยตรงกับผู้นำทหารในเนปิดอว์ สิ้นสุดการโดดเดี่ยวที่ดำเนินมานานหลายปี บ่งชี้การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ และส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาเซียนและไทย

โดย Nguyen Thi Lanผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ่าน 3 นาที0
แชร์
US Engagement with Myanmar's Generals Shifts Regional Stability

สิงคโปร์

สหรัฐอเมริกาเริ่มต้นการหารือโดยตรงกับรัฐบาลที่กองทัพเมียนมาจัดตั้งขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนแนวทางของวอชิงตันอย่างชัดเจน หลังจากที่โดดเดี่ยวบรรดานายพลมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และแหล่งข่าวใกล้ชิดกับการหารือนี้ยืนยันว่า นายไมเคิล แวนซ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศด้านข่าวกรองและการวิจัย เข้าร่วมการพูดคุยดังกล่าว โดยวัตถุประสงค์ที่ประกาศต่อสาธารณะคือการจัดการกับศูนย์หลอกลวงที่มุ่งเป้าโจมตีพลเมืองอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในวิธีที่นานาชาติรับมือกับวิกฤตเมียนมา ซึ่งเดิมทีมาตรการคว่ำบาตรและการโดดเดี่ยวทางการทูตเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้กันมาตลอด อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีแนวโน้มคล้ายกันเกิดขึ้น โดยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการที่มาเลเซีย ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมามีปฏิสัมพันธ์จากบางประเทศในภูมิภาค และที่น่าสังเกตคือจากวอชิงตันด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยและกลุ่มอาเซียนโดยรวม ความเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมา จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากความมั่นคงหรือความไร้เสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้าน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและปัญหาเศรษฐกิจในเมียนมาล้วนส่งผลให้เกิดความท้าทายข้ามพรมแดน เช่น การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัยและการค้าผิดกฎหมาย

รายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ชาวเมียนมาสองในสามคนตกอยู่ในภาวะยากจนหรือเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะยากจน ซึ่งตอกย้ำถึงวิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรง การมีส่วนร่วมจากภายนอกจึงมีเป้าหมายเพื่อจัดการปัญหานี้ แม้สหรัฐฯ จะมุ่งเน้นไปที่ศูนย์หลอกลวงเป็นหลัก แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความกังวลด้านความมั่นคงข้ามชาติที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แม้จะต้องหารือกับระบอบการปกครองที่เคยถูกกีดกันก็ตาม

สำหรับอาเซียน การปรับนโยบายของสหรัฐฯ ครั้งนี้อาจท้าทายหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของตนเอง ขณะเดียวกันก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อประเทศสมาชิกได้ ประเทศไทยและมาเลเซียต้องรับมือกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับกรุงเนปิดอว์อยู่เสมอ เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ กลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง อาจตีความได้ว่าเป็นการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการว่าการโดดเดี่ยวมีข้อจำกัด และจำเป็นต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นเพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ระบอบทหาร ซึ่งอาจบ่อนทำลายความมุ่งมั่นเพื่อประชาธิปไตยภายในเมียนมา ขอบเขตของการหารือที่ประกาศออกมายังขาดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย หรือการปกป้องสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประสิทธิผลระยะยาวของยุทธศาสตร์นี้ แม้สหรัฐฯ จะระบุว่าการมีส่วนร่วมนี้มุ่งเน้นไปที่ความกังวลด้านความมั่นคงที่เฉพาะเจาะจง แต่ก็มีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อพลวัตอำนาจในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญยังคงอยู่ว่า การหารือเหล่านี้จะนำไปสู่การปรับปรุงที่จับต้องได้ในด้านเสถียรภาพของภูมิภาค สภาพเศรษฐกิจ หรือผลลัพธ์ด้านมนุษยธรรมหรือไม่ การเปลี่ยนจากนโยบายโดดเดี่ยวไปสู่การมีส่วนร่วมนี้ ถือเป็นการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้จริงในพื้นที่ มากกว่าความก้าวหน้าทางการทูตเพียงอย่างเดียว รายงาน “Layers of Deprivation: Multidimensional Poverty in Myanmar” ของ UNDP ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจในเมียนมา ตอกย้ำถึงความท้าทายขนาดใหญ่ที่แนวทางการทูตใหม่นี้พยายามจะแก้ไข

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก