ทรัมป์เปิดทางเจรจานิวเคลียร์สามฝ่าย ดึงจีน-รัสเซียร่วมโต๊ะเร็วสุดเดือนหน้า
ทำเนียบขาวหวังเปิดเวทีหารือลดอาวุธร่วมกับปักกิ่งและมอสโก ท่ามกลางโจทย์หินด้านความมั่นคง

สิงคโปร์
กรุงวอชิงตันส่งสัญญาณทางการทูตครั้งสำคัญ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า พร้อมเปิดเวทีเจรจาสามฝ่ายร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย อย่างเร็วที่สุดในเดือนหน้า เพื่อหารือเรื่องอาวุธนิวเคลียร์และการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ข้อเสนอดังกล่าวนับเป็นการเดิมพันทางการทูตครั้งใหญ่ เพื่อดึงสองมหาอำนาจคู่แข่งเข้าสู่โต๊ะเจรจาเดียวกัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามฝ่ายจะตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางจัดสมดุลยุทธศาสตร์ใหม่ ท่ามกลางการเสริมศักยภาพทางทหารของทั้งรัสเซียและจีน โดยเฉพาะจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเต็มตัว การผลักดันเวทีไตรภาคีจึงชี้ให้เห็นความพยายามของทำเนียบขาว ที่ต้องการวางกรอบควบคุมอาวุธแบบใหม่ แทนระบบทวิภาคีเดิมที่เคยเจรจากับมอสโกเพียงสองฝ่าย ทว่าการชักชวนให้ทั้งปักกิ่งและมอสโกยอมนั่งคุยพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย
สัญญาณสู่โต๊ะเจรจาและการต่อรองผลประโยชน์
ทรัมป์ระบุถึงเป้าหมายของการพบปะกันระหว่างสามผู้นำอย่างชัดเจนว่า
"We would have it to talk about nuclear weapons and denuclearisation," — Trump
ถ้อยแถลงนี้สะท้อนความพยายามของทรัมป์ที่ต้องการยกประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาเป็นวาระหลัก สำหรับวอชิงตัน การจำกัดคลังแสงนิวเคลียร์ของจีนและรัสเซียไปพร้อมกันถือเป็นเป้าหมายที่ตรงไปตรงมาที่สุด แต่สำหรับอีกสองขั้วอำนาจ การตอบรับข้อเสนอนี้ย่อมซับซ้อนกว่านั้นมาก จีนมักสงวนท่าทีและยืนยันว่าคลังแสงของตนยังมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐฯ และรัสเซีย ขณะที่รัสเซียเองก็เผชิญแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก
ภาพความสัมพันธ์ระหว่างสามผู้นำสะท้อนให้เห็นผ่านมิติทางสังคมและการเมืองมาโดยตลอด เช่นในปี 2024 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีการวางจำหน่ายตุ๊กตาไม้รัสเซียแบบดั้งเดิมที่วาดลวดลายใบหน้าของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทรัมป์ และปูติน ไว้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ผู้คนมีต่อสามมหาอำนาจ ทว่าในความเป็นจริงทางการทูต การเปลี่ยนภาพสัญลักษณ์เหล่านั้นให้กลายเป็นการเจรจาบนโต๊ะนิวเคลียร์ยังคงมีอุปสรรคขวากหนามอีกมาก
อุปสรรคและโจทย์หินบนเวทีความมั่นคง
แม้สหรัฐฯ จะแสดงความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า ปักกิ่งและมอสโกจะเห็นผลประโยชน์ร่วมกันมากพอที่จะเข้าร่วมหรือไม่ เนื่องจากปักกิ่งยึดจุดยืนมาตลอดว่า มหาอำนาจที่ถือครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ต้องเริ่มลดกำลังรบของตนเองลงก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนมอสโกก็ผูกโยงการควบคุมอาวุธเข้ากับความมั่นคงในยุโรปและท่าทีของชาติตะวันตก
หากการพบปะของสามผู้นำเกิดขึ้นได้จริงในเดือนหน้า ย่อมเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่น่าจับตา ทว่าตราบใดที่ความหวาดระแวงและผลประโยชน์ขัดแย้งระหว่างวอชิงตัน ปักกิ่ง และมอสโกยังไม่คลี่คลาย การเปิดโต๊ะเจรจาก็อาจเป็นเพียงก้าวแรกทางการทูต มากกว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ปฏิบัติได้จริงในทันที
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก