ความแตกแยกใน KMT ไต้หวัน: มิติใหม่ของสมรภูมิอิทธิพลสหรัฐฯ-จีน
สัญญาณความไม่ลงรอยภายในพรรคก๊กมินตั๋ง ไม่ใช่เพียงการเมืองภายใน แต่เป็นจุดที่มหาอำนาจโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด สะท้อนการปะทะกันของผลประโยชน์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในภูมิภาค

สิงคโปร์
สถานการณ์ความขัดแย้งภายในพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ของไต้หวันกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดจากทั้งสหรัฐฯ และจีน โดย Nikkei Asia รายงานว่า พรรค KMT เริ่มแสดงสัญญาณของความขัดแย้งภายใน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นภูมิภาคยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ของนานาชาติ
การแข่งขันทางอำนาจภายในพรรค KMT ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรอบการเมืองภายในของไต้หวันอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และจีน ซึ่งต่างมีเป้าหมายและผลประโยชน์ที่แตกต่างกันในภูมิภาคนี้ จีนยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ไต้หวันเป็นเอกราช โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ย้ำจุดยืนนี้ต่อผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวันเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2026 ตามรายงานของ Reuters ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็พยายามรักษาสมดุลและอิทธิพลของตนในภูมิภาค เพื่อไม่ให้จีนเข้ามาครอบงำช่องแคบไต้หวันอย่างสมบูรณ์
พรรค KMT ในฐานะพรรคฝ่ายค้านของไต้หวัน มีบทบาทสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจกับพรรครัฐบาล การเคลื่อนไหวของพรรค KMT หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างบทบาททางการทูตและยุทธศาสตร์ของตนเอง ผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวันเคยแสดงความเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเข้าพบอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ซึ่ง The Japan Times รายงานเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงการสร้างช่องทางติดต่อโดยตรงกับอดีตผู้นำที่มีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ในมิติของการป้องกันประเทศ พรรคฝ่ายค้านไต้หวันยังได้นำเสนอแผนการจัดซื้อโดรนมูลค่า 750,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่แผนของรัฐบาลถูกชะลอไป ซึ่ง The Japan Times รายงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2026 การเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ถึงความพยายามในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน แม้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายค้าน แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โดยรวมในการรับมือกับภัยคุกคามจากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025 ที่ระบุถึงศักยภาพของกองเรือพลเรือนจีนในการถูกใช้เป็นอาวุธในการรุกรานไต้หวัน
โครงสร้างอำนาจภายในพรรค KMT ที่กำลังสั่นคลอนในขณะนี้ จึงเป็นมากกว่าเรื่องภายในของพรรคการเมืองหนึ่งพรรค มันคือเครื่องสะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และเป็นสนามประลองทางอิทธิพลที่สำคัญระหว่างสหรัฐฯ และจีน ผู้มีอำนาจตัดสินใจในพรรค KMT ไม่ได้เพียงกำหนดทิศทางการเมืองของไต้หวันเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ถือไพ่สำคัญในการกำหนดสมดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย คำถามสำคัญที่ยังค้างคาคือ ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอำนาจ และความขัดแย้งภายในที่ปรากฏชัด ใครคือผู้กุมทิศทางของพรรค KMT และไต้หวันในระยะยาว และผลลัพธ์นั้นจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ความมั่นคงของภูมิภาคอย่างไร
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก