Skip to content
ท่องเที่ยวข่าว

สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เดินหน้าซื้อเชื้อเพลิงจากก๊าซของเสีย: เดิมพันพลังงานสะอาดบนโจทย์ต้นทุนการบิน

ข้อตกลงซื้อ 4,800 ตันใน 3 ปี สะท้อนยุทธศาสตร์ดึงห่วงโซ่อุปทานสีเขียวเข้าประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายพลังงานทั่วเอเชีย

โดย Grace Oyelaranนักเขียนสายภูมิอากาศและยุทธศาสตร์ภูมิภาคอ่าน 3 นาที0
แชร์
Singapore Airlines Bets on Waste Gas While Asia's Green Fuel Market Stalls

สิงคโปร์

เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์เผชิญแรงเสียดทานมาโดยตลอด แม้ข้อตกลงระหว่างประเทศจะตั้งเป้าผลักดันเที่ยวบินทั่วโลกสู่ภาวะคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) แต่ความเป็นจริงบนรันเวย์ในเอเชียกลับไม่ง่ายเช่นนั้น ปริมาณเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนหรือ SAF ยังมีสัดส่วนการผลิตน้อยจนแทบไม่พอกับการใช้งานประจำวัน ท่ามกลางภาวะติดหล่มนี้ สายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส (Singapore Airlines) เลือกเปิดทางเลือกใหม่ด้วยการทำข้อตกลงซื้อเชื้อเพลิงการบินยุคใหม่ที่สังเคราะห์ขึ้นจากก๊าซเหลือทิ้งภาคอุตสาหกรรม นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการทดสอบเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกบนแผ่นดินตัวเอง

หากย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) ช่วงที่วิกฤตโรคระบาดทำให้การเดินทางหยุดชะงัก ฝูงบินของสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ต้องจอดเรียงรายนิ่งสนิทบนลานบินสนามบินชางงี (Changi Airport) ทว่าเมื่อน่านฟ้ากลับมาเปิดอีกครั้ง แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมก็ถาโถมเข้าใส่ธุรกิจการบินทันที ล่าสุดในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569) สำนักข่าว Channel News Asia หรือ CNA รายงานว่า สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ได้บรรลุข้อตกลงจัดซื้อเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนจากบริษัท เอเธอร์ บีคอน (Aether Beacon) รวมสูงสุด 4,800 ตัน ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยเชื้อเพลิงชุดนี้จะผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ในสิงคโปร์ ผ่านกระบวนการดักจับและแปรรูปก๊าซของเสีย ซึ่งช่วยก้าวข้ามข้อจำกัดของวัตถุดิบชีวมวลแบบเดิม

ชิงความได้เปรียบในพื้นที่จำกัด

ในแง่ปริมาณ ตัวเลข 4,800 ตันในกรอบ 3 ปีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำมันมหาศาลของเที่ยวบินพาณิชย์ระยะไกล แต่หัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้อยู่ที่การชิงความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตน้ำมันการบินจากก๊าซเหลือทิ้งช่วยลดการพึ่งพาพืชผลเกษตรหรือน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งมักเจอปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและข้อพิพาทเรื่องแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูก

เมื่อมองภาพรวมระดับภูมิภาค การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่าโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานสีเขียวหลายแห่งในจีน (China) ต้องเลื่อนกำหนดการออกไปเพราะขาดกรอบนโยบายสนับสนุนและความชัดเจนของตลาด ในทางกลับกัน สิงคโปร์กลับเร่งผลักดันแผนงานพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างโรงงาน SAF แห่งใหม่ และโครงการด้านพลังงานที่รัฐบาลวางเป้าหมายขับเคลื่อนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2028 (พ.ศ. 2571) เป็นต้นไป การที่สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส รีบจับมือกับ Aether Beacon จึงเป็นการสร้างหลักประกันล่วงหน้าว่าจะมีเชื้อเพลิงทางเลือกป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมในประเทศ

ความย้อนแย้งเรื่องต้นทุนและภาระข้ามพรมแดน

แม้เทคโนโลยีแปรรูปก๊าซของเสียจะช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ส่วนหนึ่ง ทว่าอุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายลดคาร์บอนมักถูกกำหนดขึ้นจากเวทีเจรจาระดับสากล แต่ภาระค่าใช้จ่ายกลับตกอยู่กับศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค เชื้อเพลิงสังเคราะห์รุ่นใหม่ยังมีราคาสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลดั้งเดิมหลายเท่าตัว และการขยายกำลังการผลิตให้ถึงระดับที่คุ้มทุนยังทำได้ยาก

คำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบคือ เมื่อกฎเกณฑ์การบินสากลเริ่มบังคับใช้อัตราส่วนผสมของ SAF เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ใครจะเป็นผู้แบกรับส่วนต่างราคามหาศาลนี้ ระหว่างสายการบิน ผู้โดยสาร หรือเม็ดเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ขณะเดียวกัน ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสิงคโปร์กับประเทศเพื่อนบ้านอาจทำให้ต้นทุนของการบินสีเขียวกลายเป็นอุปสรรคใหม่ที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ การจัดซื้อ 4,800 ตันครั้งนี้จึงเป็นเพียงก้าวทดลองเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนและข้อจำกัดของโครงสร้างพลังงานทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเป็นสมการที่รอข้อยุติ

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก