Skip to content
เอเชีย-แปซิฟิกแปซิฟิก มุมมอง

สหรัฐฯ คว่ำบาตร ICC วันเดียวกับอดีตผู้พิพากษาคว้ารางวัลโนเบล

มาตรการรุนแรงต่อ ICC เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนจุดยืนไม่ประนีประนอม ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากอดีตผู้พิพากษาที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

โดย Nguyen Thi Lanผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ่าน 3 นาที0
แชร์
Sanctions on ICC Judges Undermine International Legal Norms

สิงคโปร์

สหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) สร้างความประหลาดใจและคำถามถึงนัยยะทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ มาตรการเข้มงวดนี้เกิดขึ้นในปี 2026 เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ นาวี พิลเลย์ อดีตผู้พิพากษา ICC ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอย่างน่าจับตาและส่งผลสะเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรรุนแรงต่อ ICC โดยมีรายงานจาก Reuters และ The New York Times ในวันที่ 9 ตุลาคม 2026 ยืนยันการดำเนินการดังกล่าว การเคลื่อนไหวนี้ชี้ถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อบทบาทและอำนาจของ ICC โดยเฉพาะประเด็นที่อาจกระทบต่อพลเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของตน

การคว่ำบาตรครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ต่อการสอบสวนที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าอยู่นอกเหนือเขตอำนาจของ ICC นาวี พิลเลย์ อดีตผู้พิพากษา ICC และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2026 ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ โดย Nikkei Asia รายงานคำกล่าวของเธอ

นาวี พิลเลย์ อดีตผู้พิพากษา ICC และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวว่า “การคว่ำบาตรผู้พิพากษา ICC เป็นเรื่องที่น่าตกใจ”

คำกล่าวของพิลเลย์สะท้อนความกังวลในหมู่นักกฎหมายระหว่างประเทศและประชาคมโลก ต่อการที่มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงการทำงานของสถาบันยุติธรรมระหว่างประเทศ การคว่ำบาตรดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อบุคลากรของ ICC เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความชอบธรรมและขีดความสามารถของศาลในการดำเนินงานตามภารกิจ ซึ่งคือการนำผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่สุดมาสู่กระบวนการยุติธรรม

บทบาทของสหรัฐฯ ในการรักษาสันติภาพและส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลกนั้นมักถูกเน้นย้ำ แต่การกระทำครั้งนี้กลับสร้างความตึงเครียดกับสถาบันระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรม การคว่ำบาตร ICC โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งปรากฏในข่าวของ The New York Times ยิ่งย้ำถึงความขัดแย้งเชิงนโยบายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ท่าทีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้อาจสร้างแบบอย่างให้ประเทศอื่น ๆ ที่อาจไม่พอใจการตรวจสอบจาก ICC ซึ่งอาจบั่นทอนความพยายามในการสร้างความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในระยะยาว แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญาโรมที่ก่อตั้ง ICC แต่การกระทำดังกล่าวยังคงมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศ

การประกาศคว่ำบาตรอย่างรวดเร็วหลังการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้อดีตผู้พิพากษา ICC ตอกย้ำถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปไตยของรัฐกับการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการแสดงออกถึงอำนาจทางการเมืองที่มหาอำนาจเลือกใช้เมื่อรู้สึกว่าอธิปไตยของตนถูกคุกคาม ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ การกระทำนี้สร้างคำถามถึงอนาคตของความร่วมมือระหว่างประเทศและความเป็นอิสระของศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่รอการคลี่คลาย

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก