มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์: จากรากเหง้าภาคใต้สู่โอกาสของผู้คน
วิทยาเขตหาดใหญ่บอกเล่าเรื่องที่มากกว่าชื่อเสียงทางวิชาการ ผ่านที่ดินบริจาค การอยู่ร่วมกันของคนต่างความเชื่อ และอุดมการณ์ทำประโยชน์เพื่อสังคม

หาดใหญ่ ประเทศไทย — เรื่องราวของมหาวิทยาลัยมักเล่าผ่านอาคาร ผลงานวิจัย และชื่อเสียงทางวิชาการ แต่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ยังมีอีกเรื่องที่ผูกพันกับผู้คนในภาคใต้ นั่นคือที่ดินซึ่งผู้บริจาคยกให้เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา พื้นที่ที่คนต่างศาสนาเรียนรู้ร่วมกัน และอุดมการณ์ที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์
ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงไม่ได้แยกขาดจากชีวิตของคนในภูมิภาค หากเติบโตมาด้วยกัน ทั้งในห้องเรียน โรงพยาบาล และชุมชนที่นำความรู้ไปใช้
มหาวิทยาลัยที่เกิดจากความหวังของภาคใต้
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ ม.อ. สถาปนาตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคใต้ การพัฒนาในระยะแรกเริ่มที่จังหวัดปัตตานี ก่อนย้ายการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์มายังหาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) และค่อย ๆ เติบโตเป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัยของภูมิภาค
ชื่อมหาวิทยาลัยได้รับพระราชทานเพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชดำริเรื่องการทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของอัตลักษณ์ ม.อ. และเป็นหลักที่เชื่อมงานวิชาการเข้ากับหน้าที่ต่อสังคม

จากสวนยางสู่โอกาสของคนหลายรุ่น
จุดเริ่มต้นสำคัญของวิทยาเขตหาดใหญ่ไม่ได้มาจากนักวิชาการหรือผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมาจากคุณหญิงหลง อรรถกระวีสุนทร ผู้ไม่ได้มีโอกาสเรียนในระบบเมื่อครั้งเยาว์วัย ท่านบริจาคที่ดินสวนยางในพื้นที่คอหงส์กว่า 690 ไร่ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างมหาวิทยาลัย
ผืนดินที่เคยใช้ทำเกษตรจึงกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้และสร้างโอกาสให้คนหลายรุ่น ชื่อของท่านยังอยู่กับหอสมุดกลาง ในนามหอสมุดคุณหญิงหลง อรรถกระวีสุนทร ให้ผู้ที่เข้ามาใช้ห้องสมุดได้ระลึกถึงที่มาของสถานศึกษาแห่งนี้
เรื่องราวของผู้บริจาคทำให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายและการก่อสร้างเท่านั้น น้ำใจของคนที่อยากให้ผู้อื่นได้รับโอกาสก็เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานเช่นกัน


ต่างความเชื่อ แต่เรียนรู้ร่วมกัน
ดอกศรีตรังสีม่วงอ่อนผูกพันกับมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ส่วนสีน้ำเงินเข้มประจำมหาวิทยาลัยสื่อถึงท้องทะเลและความเชื่อมโยงกับพระราชประวัติของสมเด็จพระบรมราชชนก
นอกจากสัญลักษณ์เหล่านี้ วิถีชีวิตของประชาคมมหาวิทยาลัยยังสะท้อนวัฒนธรรมอันหลากหลายของภาคใต้ กิจกรรมไหว้ครูเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาชาวพุทธ มุสลิม และคริสต์ แสดงความเคารพต่อครูอาจารย์ตามหลักความเชื่อของตน
สิ่งที่มีร่วมกันคือความกตัญญู โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนมีวิถีปฏิบัติเหมือนกัน การอยู่ร่วมกันเช่นนี้เปิดโอกาสให้แต่ละคนรักษาอัตลักษณ์ของตน พร้อมเรียนรู้จากผู้คนต่างพื้นเพในชุมชนเดียวกัน


ความรู้ที่ออกไปถึงผู้คน
โรงพยาบาลสงขลานครินทร์เริ่มให้บริการรักษาพยาบาลในปี พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เป็นหมุดหมายสำคัญของบริการสุขภาพในภูมิภาค และเป็นบทบาทที่ทำให้อุดมการณ์รับใช้สังคมเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
อีกเหตุการณ์หนึ่งเชื่อมหาดใหญ่กับโลกภายนอก คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. บันทึกว่าอีเมลฉบับแรกของประเทศไทยส่งจากหาดใหญ่ไปยังออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) โดยแยกเหตุการณ์นี้จากการเริ่มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987)
ส่วนงานเกษตรภาคใต้เป็นพื้นที่ให้นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นได้พบกัน เพื่อเชื่อมความรู้กับการนำไปใช้ ขณะที่หอประวัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เก็บรักษาเอกสาร ภาพถ่าย และเรื่องราวของผู้มีบทบาทสำคัญ ส่งต่อความทรงจำของสถาบันให้คนรุ่นใหม่


มรดกที่วัดจากโอกาสของผู้คน
อายุกว่าครึ่งศตวรรษไม่ได้อธิบายคุณค่าของวิทยาเขตหาดใหญ่ทั้งหมด สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์แห่งนี้มีชีวิตคือความสัมพันธ์กับผู้คน ตั้งแต่ที่ดินซึ่งได้รับบริจาค พื้นที่เรียนรู้ที่เปิดรับความแตกต่าง ไปจนถึงความรู้ที่ตอบโจทย์สังคม
อาคาร เทคโนโลยี และวิถีชีวิตนักศึกษาเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่อุดมการณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยยังคงอยู่
“ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”
มรดกของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้มีเพียงองค์ความรู้ที่สร้างขึ้น แต่ยังอยู่ในชีวิตของคนที่ได้รับโอกาส และเติบโตไปพร้อมกับสถาบันแห่งนี้

แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก