Skip to content
เอเชีย-แปซิฟิกแปซิฟิก มุมมอง

เนปาล: ดินถล่ม Budhi Gandaki ตอกย้ำความเปราะบางท่องเที่ยว-โครงสร้างพื้นฐาน

ดินถล่มที่ปิดกั้นแม่น้ำ Budhi Gandaki ไม่ได้เพียงเป็นภารกิจกู้ภัย แต่ยังเผยความเปราะบางของเนปาล ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว

โดย Nguyen Thi Lanผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ่าน 3 นาที0
แชร์

สิงคโปร์

คาทmandu – เจ้าหน้าที่เนปาลช่วยเหลือผู้ประสบภัย 321 คน ซึ่งมีชาวต่างชาติ 12 คน หลังจากเกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทำให้แม่น้ำ Budhi Gandaki ในอำเภอ Gorkha ถูกปิดกั้น โดยพื้นที่ประสบเหตุอยู่ห่างจากกรุงคาทmandu ไปทางตะวันตกประมาณ 100 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อเส้นทางเดินป่าและสะพาน แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญถึงความพร้อมของเนปาลในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจกระทบภาคการท่องเที่ยว

เจ้าหน้าที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า มีนักเดินป่าชาวต่างชาติกว่า 100 คนติดค้างอยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเนปาล ประเทศที่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน มีความเสี่ยงสูงต่อดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมหรือเมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง

ประเมินสถานการณ์: สถิติกับความเป็นจริง

การที่ทางการสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ถึง 321 คน ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 100 คนที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ สะท้อนว่าระบบการแจ้งเตือนและการจัดการความเสี่ยงสำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่สมบูรณ์พอ แม้ทางการจะอพยพหมู่บ้านต่างๆ ก่อนที่แม่น้ำ Budhi Gandaki จะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น แต่การเข้าถึงและนำนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เสี่ยงกลับเป็นความท้าทายอีกแบบหนึ่ง

สถานการณ์ในภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกับความสำคัญทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวในเนปาลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เนปาลพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะกิจกรรมการเดินป่าและปีนเขาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แม้เหตุการณ์ดินถล่มและน้ำท่วมจะเกิดขึ้นเป็นระยะ การรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในระยะยาวได้

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ ความรวดเร็วในการประสานงานและระดมกำลังจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กองทัพเนปาล เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย บทบาทของกองทัพในการเข้าถึงพื้นที่ยากลำบากและดำเนินการกู้ภัยถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยจำกัดความสูญเสีย อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการกู้ภัยฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว หากไม่มีการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้น และการพัฒนาแผนรับมือภัยพิบัติที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว

โจทย์ท้าทายที่ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ

แม้จะมีความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 321 คน โดยมีชาวต่างชาติ 12 คน แต่ความจริงที่ว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงติดค้างอยู่หลังเหตุการณ์ สะท้อนถึงข้อจำกัดในการเตรียมพร้อมและสื่อสาร เบื้องหลังตัวเลขนี้คือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนมาตรการความปลอดภัยและนโยบายการจัดการเส้นทางเดินป่า

วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบองค์รวม ตั้งแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติ การปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไปจนถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คำถามที่ยังคงค้างอยู่คือ เนปาลจะเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เมื่อภัยธรรมชาติยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่เสมอ

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก