Skip to content
เอเชีย-แปซิฟิกข่าว

อินโดนีเซียระดมกำลังกว่า 9,000 นายรับมือม็อบครบรอบ 2 ปี 'ปราโบโว' สะท้อนแรงกดดันและรอยร้าวเชิงนโยบาย

การวางกำลังตำรวจเข้มข้นสะท้อนเดิมพันความมั่นคง เมื่อคะแนนนิยมเริ่มถดถอยท่ามกลางปัญหาไฟป่าและความผันผวนของตลาดทุน

โดย Mei-Ling Chowผู้สื่อข่าวต่างประเทศอ่าน 3 นาที0
แชร์
Jakarta Security Surge Exposes the Limits of Coercive Stability

สิงคโปร์

รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมส่งตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกว่า 9,000 นาย เข้าประจำการทั่วเมืองหลวงในวันอังคาร เพื่อรับมือการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวาระครบรอบ 2 ปีการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต หลังผลสำรวจชี้ว่าคะแนนนิยมของผู้นำประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจใช้กำลังพลมหาศาลสะท้อนชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารประเมินแรงต้านบนท้องถนนระลอกนี้ไว้สูงกว่าการเคลื่อนไหวตามวงรอบปกติ

สัญญาณเตือนจากท้องถนนสู่ความสั่นคลอนทางนโยบาย

แกนนำหลักในการประท้วงมาจากกลุ่มนักศึกษา รวมถึงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งอินโดนีเซีย ซึ่งประกาศเคลื่อนไหวในหลายจุดสำคัญ โดยมี บูดี เฮอร์มันโต เจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมาระบุถึงแผนการวางกำลังรักษาความสงบ ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติการเมือง แต่มีชนวนเหตุโดยตรงจากปัญหาไฟป่าที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ตลอดจนความผันผวนของตลาดทุนในประเทศที่ฉุดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี ในเมืองโบกอร์ ที่ปราโบโวแถลงทิศทางการบริหารประเทศ ภาพผู้นำที่เข้มแข็งคือสิ่งที่รัฐบาลพยายามตอกย้ำ ทว่าการทำงานตลอดสองปีกลับสะท้อนข้อจำกัดในการแปรอำนาจสั่งการให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มกรีนพีซและภาคประชาสังคมจับตา สอดประสานกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างไม่อาจแยกขาด รายงานข่าวจากรอยเตอร์สชี้ว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอน สะท้อนว่าวิกฤตศรัทธาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่กำลังลามไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค

ดุลอำนาจในภูมิภาคกับต้นทุนความมั่นคงที่พุ่งสูง

ในมิติระดับภูมิภาค อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและสมดุลอำนาจ รายงานจากเดอะ จาการ์ตา โพสต์ ชี้ว่า ประชาคมระหว่างประเทศต่างจับตามองบทบาทนำของอินโดนีเซีย ทว่าการแสดงบทบาทในเวทีโลกจะน่าเชื่อถือได้ รัฐบาลจำเป็นต้องบริหารจัดการปัญหาภายในให้มีประสิทธิภาพเสียก่อน

การที่รัฐบาลต้องพึ่งพากลไกควบคุมฝูงชนด้วยกำลังพลกว่า 9,000 นาย เผยให้เห็นว่า ขีดความสามารถในการสร้างความยินยอมพร้อมใจเริ่มถึงทางตัน เมื่อไม่สามารถสร้างฉันทามติทางสังคมและเศรษฐกิจได้ รัฐจึงหันมาใช้กำลังฝ่ายความมั่นคงเป็นเครื่องมือหลักเพื่อสกัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ การรับมือข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาและประเด็นสิ่งแวดล้อมด้วยการตั้งแนวกำลัง อาจคุมสถานการณ์ได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจฟื้นฟูเสถียรภาพทางนโยบายหรือเรียกคืนความเชื่อมั่นของตลาดได้จริง

ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดลงและความผันผวนทางเศรษฐกิจ โจทย์สำคัญของปราโบโวจึงไม่ใช่แค่การควบคุมการชุมนุมไม่ให้บานปลายในวันเดียว หากอยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตราบใดที่ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ แนวกำลังตำรวจย่อมไม่อาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนสำหรับความเปราะบางของรัฐบาล

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก