อินโดนีเซียระดมกำลังกว่า 9,000 นายรับมือม็อบครบรอบ 2 ปี 'ปราโบโว' สะท้อนแรงกดดันและรอยร้าวเชิงนโยบาย
การวางกำลังตำรวจเข้มข้นสะท้อนเดิมพันความมั่นคง เมื่อคะแนนนิยมเริ่มถดถอยท่ามกลางปัญหาไฟป่าและความผันผวนของตลาดทุน

สิงคโปร์
รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมส่งตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกว่า 9,000 นาย เข้าประจำการทั่วเมืองหลวงในวันอังคาร เพื่อรับมือการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวาระครบรอบ 2 ปีการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต หลังผลสำรวจชี้ว่าคะแนนนิยมของผู้นำประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจใช้กำลังพลมหาศาลสะท้อนชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารประเมินแรงต้านบนท้องถนนระลอกนี้ไว้สูงกว่าการเคลื่อนไหวตามวงรอบปกติ
สัญญาณเตือนจากท้องถนนสู่ความสั่นคลอนทางนโยบาย
แกนนำหลักในการประท้วงมาจากกลุ่มนักศึกษา รวมถึงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งอินโดนีเซีย ซึ่งประกาศเคลื่อนไหวในหลายจุดสำคัญ โดยมี บูดี เฮอร์มันโต เจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมาระบุถึงแผนการวางกำลังรักษาความสงบ ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติการเมือง แต่มีชนวนเหตุโดยตรงจากปัญหาไฟป่าที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ตลอดจนความผันผวนของตลาดทุนในประเทศที่ฉุดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี ในเมืองโบกอร์ ที่ปราโบโวแถลงทิศทางการบริหารประเทศ ภาพผู้นำที่เข้มแข็งคือสิ่งที่รัฐบาลพยายามตอกย้ำ ทว่าการทำงานตลอดสองปีกลับสะท้อนข้อจำกัดในการแปรอำนาจสั่งการให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มกรีนพีซและภาคประชาสังคมจับตา สอดประสานกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างไม่อาจแยกขาด รายงานข่าวจากรอยเตอร์สชี้ว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอน สะท้อนว่าวิกฤตศรัทธาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่กำลังลามไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค
ดุลอำนาจในภูมิภาคกับต้นทุนความมั่นคงที่พุ่งสูง
ในมิติระดับภูมิภาค อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและสมดุลอำนาจ รายงานจากเดอะ จาการ์ตา โพสต์ ชี้ว่า ประชาคมระหว่างประเทศต่างจับตามองบทบาทนำของอินโดนีเซีย ทว่าการแสดงบทบาทในเวทีโลกจะน่าเชื่อถือได้ รัฐบาลจำเป็นต้องบริหารจัดการปัญหาภายในให้มีประสิทธิภาพเสียก่อน
การที่รัฐบาลต้องพึ่งพากลไกควบคุมฝูงชนด้วยกำลังพลกว่า 9,000 นาย เผยให้เห็นว่า ขีดความสามารถในการสร้างความยินยอมพร้อมใจเริ่มถึงทางตัน เมื่อไม่สามารถสร้างฉันทามติทางสังคมและเศรษฐกิจได้ รัฐจึงหันมาใช้กำลังฝ่ายความมั่นคงเป็นเครื่องมือหลักเพื่อสกัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ การรับมือข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาและประเด็นสิ่งแวดล้อมด้วยการตั้งแนวกำลัง อาจคุมสถานการณ์ได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจฟื้นฟูเสถียรภาพทางนโยบายหรือเรียกคืนความเชื่อมั่นของตลาดได้จริง
ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดลงและความผันผวนทางเศรษฐกิจ โจทย์สำคัญของปราโบโวจึงไม่ใช่แค่การควบคุมการชุมนุมไม่ให้บานปลายในวันเดียว หากอยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตราบใดที่ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ แนวกำลังตำรวจย่อมไม่อาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนสำหรับความเปราะบางของรัฐบาล
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก