Skip to content
วัฒนธรรมแปซิฟิก มุมมอง

Vann Jewellery: ศิลปะหรือแฟชั่น? นิยามความเท่ที่เหนือกระแสในฮ่องกง

แวนน์ กว็อก จากฮ่องกง สร้างสรรค์เครื่องประดับที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าทางศิลปะ มากกว่ากระแสและความนิยม

โดย Owen Delacroixนักเขียนบทวิเคราะห์ Pacific Originalsอ่าน 3 นาที0
แชร์
Hong Kong's Vann Jewellery Navigates the Commercial and Creative Divide
Photo: SCMP Lifestyle

สิงคโปร์

ในยุคที่โลกแฟชั่นขับเคลื่อนด้วยกระแสและอิทธิพลทางสังคม การสร้างสรรค์ที่มุ่งเน้นเรื่องราวทางศิลปะเป็นหลัก อาจดูสวนทางกับทิศทางที่เป็นอยู่ ทว่าในใจกลางมหานครฮ่องกง “แวนน์ จิวเวลรี” กำลังนำเสนอเส้นทางที่แตกต่างออกไป การออกแบบเครื่องประดับของ แวนน์ กว็อก ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความหมายของแฟชั่น ศิลปะ และคุณค่าที่สังคมให้ความสำคัญ

“แวนน์ จิวเวลรี” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างแฟชั่นและศิลปะ สะท้อนความตึงเครียดของการนิยามสิ่งสร้างสรรค์ในโลกปัจจุบัน แวนน์ กว็อก อดีตนักออกแบบเครื่องแต่งกายที่ผันตัวมาเป็นศิลปินจิวเวลรี เลือกที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าทางศิลปะในชิ้นงานของเธอ มากกว่าการแสวงหาอิทธิพลทางสังคม หรือกระแสฮิตตามฤดูกาล ตามที่ เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ ระบุ

กว็อกก่อตั้ง “แวนน์ จิวเวลรี” ขึ้นในปี ค.ศ. 2019 โดยมีแนวคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดูดีและทันสมัย แต่เธอกล่าวว่า “ตอนนี้ฉันเป็นผู้หญิงวัยกลางคนแล้ว การดูเท่ไม่สำคัญกับฉันอีกต่อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันรู้สึกว่าต้องพยายามทำให้สำเร็จ” หากผู้คนมองว่าผลงานของเธอ ‘เท่’ เธอก็ขอบคุณ แต่สำหรับเธอแล้ว นี่คือแพลตฟอร์มที่สะท้อนตัวตนและเรื่องราวที่เธอต้องการจะสื่อสารมากกว่า ตามที่ปรากฏในบทความของ SCMP Lifestyle

มุมมองที่สวนกระแส

มุมมองของกว็อกชี้ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนคุณค่าในฐานะผู้สร้างสรรค์ จากเดิมที่อาจมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของตลาด หรือกระแสสังคม ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณค่าภายในของงานศิลปะ ซึ่งสวนทางกับทิศทางของ แฟชั่น ที่ยังคงให้ความสำคัญกับกระแสและอิทธิพลทางสังคม การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในบริบทที่แฟชั่นชั้นสูง และเครื่องประดับหรูหรานั้นยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่เน้นย้ำถึงศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบจิวเวลรี ซึ่งทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะดึงคุณค่าด้านศิลปะของเครื่องประดับออกมา

ทว่า ขณะที่สถาบันต่างๆ พยายามรักษาและส่งเสริมมิติทางศิลปะของจิวเวลรี คำถามที่ยังคงอยู่คือ ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การสร้างสรรค์ที่เน้น ‘เรื่องเล่าทางศิลปะ’ จะยังคงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนเพียงใด หรือสุดท้ายแล้ว ‘ความเท่’ ในความหมายที่แท้จริง จะต้องถูกตีความใหม่ให้หลุดพ้นจากเงื่อนไขของ ‘กระแส’ และ ‘อิทธิพลทางสังคม’

“ตอนนี้ฉันเป็นผู้หญิงวัยกลางคนแล้ว การดูเท่ไม่สำคัญกับฉันอีกต่อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันรู้สึกว่าต้องพยายามทำให้สำเร็จ” – แวนน์ กว็อก

นิยามของ 'ศิลปะ' ในเชิงพาณิชย์

ผลงานประติมากรรมเครื่องประดับที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวของ แวนน์ กว็อก ได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะหลายครั้ง ซึ่งตอกย้ำสถานะที่ก้ำกึ่งระหว่างศิลปะและแฟชั่น เครื่องประดับไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับอีกต่อไป แต่เป็นเสมือนชิ้นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ หรือเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวและมุมมองต่อโลก การเลือกเส้นทางนี้ของกว็อก ทำให้เกิดคำถามว่า ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งมักจะเชื่อมโยงความสำเร็จเข้ากับการเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ศิลปะที่ปฏิเสธการแสวงหา “ความเท่” ตามนิยามของตลาด จะสามารถสร้างอิทธิพลและคุณค่าได้อย่างไร

เส้นแบ่งระหว่างศิลปะและแฟชั่นยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอย่างต่อเนื่อง สำหรับ แวนน์ กว็อก ดูเหมือนว่าเธอได้ตัดสินใจเลือกแล้วว่า เธอต้องการสร้างสรรค์อะไร และสิ่งนั้นมีคุณค่าอย่างไรในสายตาเธอเอง อาจเป็นไปได้ว่าความท้าทายที่แท้จริงสำหรับศิลปินในยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การนิยามว่า “อะไรคือศิลปะ” แต่อยู่ที่การรักษาความสมบูรณ์ของวิสัยทัศน์ทางศิลปะ ในขณะที่ยังคงต้องดำรงอยู่ในโลกที่วัดคุณค่าด้วยหน่วยทางเศรษฐกิจและสังคม การเลือกของกว็อกสะท้อนการต่อสู้เล็กๆ แต่มีความหมาย เพื่อนิยามความสำเร็จด้วยกรอบที่กว้างกว่าแค่ ‘กระแส’ หรือ ‘ความนิยม’ ซึ่งเป็นความตึงเครียดที่ยังคงดำรงอยู่ในการสร้างสรรค์สมัยใหม่

แหล่งที่มา

แชร์

จดหมายข่าว

แปซิฟิก เดลี

บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก