การปฏิเสธเหตุการณ์ DMZ ตอกย้ำความตึงเครียดที่ต่อเนื่องบนคาบสมุทรเกาหลี
การที่เกาหลีเหนือปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ระเบิดทุ่นระเบิดในเขตปลอดทหาร สะท้อนถึงรูปแบบการปฏิเสธที่ทำให้เสถียรภาพระดับภูมิภาคและความรับผิดชอบระหว่างประเทศซับซ้อนขึ้น

สิงคโปร์
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 เกาหลีใต้ระบุว่าเกาหลีเหนือ “ต้องสงสัยอย่างยิ่ง” ว่าเป็นผู้บงการเหตุระเบิดสองครั้งในเขตปลอดทหาร (DMZ) โดยเรียกการกระทำนี้ว่า “การละเมิดข้อตกลงสงบศึกอย่างชัดเจน” ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารเกาหลีใต้ได้รับบาดเจ็บ เกาหลีเหนือ โดย คิม โย จอง ได้ปฏิเสธผลการสอบสวนของโซลว่าเป็น “เรื่องไร้สาระ” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 ในขณะเดียวกัน หน่วยบัญชาการสหประชาชาติก็ประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลี
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่สอดคล้องกับรูปแบบที่ชัดเจนของการปฏิเสธของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับปฏิบัติการที่เกาหลีใต้หรือองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ กล่าวหา ตัวอย่างเช่น The Diplomat รายงานเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 ว่าเกาหลีใต้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าได้ส่งโดรนไปยังเกาหลีเหนือ เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ยังรวมถึงการปฏิเสธของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารหรือประเด็นความมั่นคงชายแดน ในเดือนสิงหาคม 2025 ทั้ง BBC และ South China Morning Post รายงานว่า คิม โย จอง ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดน และในเดือนสิงหาคม 2025 เช่นกัน South China Morning Post ตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือปฏิเสธว่าไม่ได้ถอดลำโพงชายแดน กรณีอื่นจากเดือนสิงหาคม 2026 แสดงให้เห็นว่า คิม โย จอง ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการส่งกองกำลังเพิ่มเติมไปยังรัสเซีย ตามที่ South China Morning Post รายงาน
การปฏิเสธความรับผิดชอบซ้ำๆ ของเกาหลีเหนือ โดยไม่คำนึงถึงหลักฐานที่นำเสนอ ชี้ให้เห็นถึงท่าทีเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการยอมรับข้อเท็จจริง กลไกการปฏิเสธที่สอดคล้องกันนี้ทำให้ความพยายามทางการทูตและกรอบความรับผิดชอบระหว่างประเทศซับซ้อนขึ้น ในขณะที่เกาหลีใต้ให้ข้อกล่าวอ้างที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเหตุระเบิดทุ่นระเบิด ข้อกล่าวอ้างแย้งของเกาหลีเหนือขัดแย้งโดยตรงกับสิ่งนี้ ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างของข้อมูลพื้นฐานที่ขัดขวางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนหรือการลดความตึงเครียดบนพื้นฐานความเข้าใจร่วมกัน การไม่มีคำบรรยายที่ยอมรับร่วมกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ตามแนว DMZ ทำให้ความตึงเครียดคงอยู่โดยไม่มีกลไกที่โปร่งใสในการแก้ไขข้อพิพาท ข้อมูลพื้นฐานจากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ภายนอก ชี้ให้เห็นถึงชุดเหตุการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาการกระทำของอีกฝ่าย ซึ่งมักจะถูกปฏิเสธอย่างสม่ำเสมอ
นัยยะต่อความมั่นคงในภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่ง DMZ แม้จะชื่อว่าเขตปลอดทหาร แต่ยังคงเป็นหนึ่งในชายแดนที่มีการติดอาวุธมากที่สุดในโลก เหตุการณ์เช่นการระเบิดทุ่นระเบิดอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่กว้างขึ้นได้ แม้ว่าจะเริ่มจากในพื้นที่ก็ตาม วงจรของการกล่าวหาการยั่วยุและการปฏิเสธซ้ำๆ ทำให้ความเชื่อใจเสื่อมถอย ทำให้ความร่วมมือในอนาคตหรือแม้แต่การสื่อสารพื้นฐานยากขึ้น สำหรับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความไม่มั่นคงที่ต่อเนื่องบนคาบสมุทรเกาหลีมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งอาจเบี่ยงเบนความสนใจและทรัพยากรของภูมิภาคออกจากปัญหาเร่งด่วนอื่นๆ แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลทางการเงินโดยตรงที่เชื่อมโยงเหตุการณ์เฉพาะนี้กับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น แต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยั่งยืนมักจะลดการลงทุนและการไหลเวียนของการค้า แม้ในส่วนที่ห่างไกลของภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวมมีการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 ตามรายงานของ Bangkok Post ซึ่งบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งอาจซับซ้อนขึ้นจากจุดระเบิดทางภูมิรัฐศาสตร์
สถานการณ์ปัจจุบันเป็นภาระขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น หน่วยบัญชาการสหประชาชาติ ในการจัดการกับข้อกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ ข้อตกลงสงบศึกซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพ ถูกท้าทายซ้ำๆ ด้วยการกระทำและข้อกล่าวอ้างแย้ง ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายอยู่ที่การสร้างกลไกที่สามารถก้าวข้ามข้อกล่าวหาซึ่งกันและกันไปสู่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นงานที่ยากจากพฤติกรรมการปฏิเสธการกระทำที่ถูกกล่าวหาอย่างสม่ำเสมอของเกาหลีเหนือ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบนี้ เหตุการณ์ใดๆ ในอนาคตตามแนว DMZ ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินไปในลักษณะการกล่าวหาและการปฏิเสธที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งทำให้ข้อจำกัดพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจทวิภาคีที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขยังคงอยู่ต่อไป
แหล่งที่มา
จดหมายข่าว
แปซิฟิก เดลี
บทสรุปคัดสรรจากไทย เอเชีย-แปซิฟิก และทั่วโลก